วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569

คดีรถไฟในอำนาจศาลปกครอง

คำวินิจฉัยที่ 59/2561     
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560     
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542    
พ.ร.บ.การรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494    
               คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติอันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัตินี้ ต้องเป็นกรณีที่มีกฎหมายกำหนดหน้าที่ของหน่วยงานทางปกครองไว้ แต่หน่วยงานทางปกครองนั้นละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่นั้น จนก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือผู้ฟ้องคดี 
             คดีนี้การรถไฟแห่งประเทศไทย จำเลยที่ ๑ เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๙๔ จำเลยที่ ๑ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จำเลยที่ ๒ เป็นพนักงานของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน และโดยที่มาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๙๔ กำหนดอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ในการดำเนินกิจการรถไฟและธุรกิจซึ่งเป็นประโยชน์แก่กิจการรถไฟ และมาตรา ๙ (๔) กำหนดให้จำเลยที่ ๑ จัดระเบียบเกี่ยวกับความปลอดภัยการใช้รถไฟ บริการ และความสะดวกต่างๆ ของกิจการรถไฟ จึงเป็นกรณีที่มีกฎหมายกำหนดหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ในการจัดระเบียบเกี่ยวกับความปลอดภัยไว้ 
              เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ละเลยไม่ดำเนินการจัดให้มีการควบคุม ดูแลความปลอดภัยบริเวณจุดตัดทางรถไฟ ไม่จัดให้มีพนักงานมาดำเนินการกั้นทางรถไฟ กรณีไม่เปิดใช้งานเครื่องกั้นอัตโนมัติ และไม่ดูแลรักษาแนวเขตทางรถไฟ ปล่อยให้มีต้นไม้วัชพืชปกคลุม และติดตั้งตู้ควบคุมเครื่องกั้นทางรถไฟใกล้กับรางรถไฟบดบังทัศนียภาพการมองเห็น ทำให้ลูกจ้างของโจทก์ซึ่งขับรถโดยสารไม่ประจำทางมาตามถนนขณะเกิดเหตุไม่ทราบว่ามีรถไฟกำลังแล่นมา เป็นเหตุให้รถไฟที่จำเลยที่ ๒ ขับมาด้วยความเร็วสูง พุ่งชนรถโดยสาร ทำให้รถโดยสารได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการที่จำเลยทั้งสองละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๙๔ 
              คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

วันจันทร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2560

กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

-  พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙
-  กฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ.๒๕๔๓) ออกตามความใน พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙

-  พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีทางปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒
-  พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ ๙) พ.ศ. ๒๕๖๐

-  พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.๒๕๓๙
-  พระราชกฤษฎีกากำหนดหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.๒๕๓๙ (ฉบับที่ ๘) พ.ศ.๒๕๔๖
-  ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.๒๕๓๙

-  พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของทางราชการ พ.ศ.๒๕๔๐

-  อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก

วันอาทิตย์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2560

จัดเรียงบทความ

กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

คดีปกครอง
-  ขอบเขตการบังคับใช้กฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
อำนาจของศาลปกครอง
คำสั่งทางปกครอง
สัญญาทางปกครอง

ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่
พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.๒๕๓๙ (โดยย่อ)
ขับรถยนต์ของทางราชการไปเกิดอุบัติเหตุ
คดีเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล

การสอบสวนของพนักงานสอบสวน
พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาไม่ครบ
ทำการสอบสวนล่าช้า ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครอง

วันพุธที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ทำการสอบสวนล่าช้า ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครอง

คําสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๗๓๒/๒๕๕๗
                  พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลปกครอง มีอํานาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคําสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้
                 (๑) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทําการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ว่า จะเป็นการออกกฎ คําสั่งหรือการกระทําอื่นใดเนื่องจากกระทําโดยไม่มีอํานาจหรือนอกเหนืออํานาจหน้าที่หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสําคัญที่กําหนดไว้สําหรับการกระทํานั้น หรือโดยไม่สุจริต หรือมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม หรือมีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอน โดยไม่จําเป็นหรือสร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควร หรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ
                 (๒) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกําหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร
                 (๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทําละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อํานาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คําสั่งทางปกครอง หรือคําสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกําหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร
                 (๔) คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง
                 (๕) คดีที่มีกฎหมายกําหนดให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐฟ้องคดีต่อศาลเพื่อบังคับให้บุคคลต้องกระทําหรือละเว้นกระทําอย่างหนึ่งอย่างใด
                 (๖) คดีพิพาทเกี่ยวกับเรื่องที่มีกฎหมายกําหนดให้อยู่ในเขตอํานาจศาลปกครอง
                 จากบทบัญญัติดังกล่าว จะเห็นได้ว่า คดีพิพาทที่ศาลปกครองจะรับไว้พิจารณาได้หรือไม่นั้น ต้องเป็นคดีปกครองที่อยู่ในอํานาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒
                การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบสํานวนคดีจราจรที่ผู้ฟ้องคดีได้แจ้งความร้องทุกข์ ให้ดําเนินคดีอาญาแก่นางสาว ร. ซึ่งเป็นผู้ขับขี่รถยนต์กระบะ เฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ ที่ผู้ฟ้องคดีขับขี่อยู่ จนเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ มิได้ดําเนินการสอบสวนให้แล้วเสร็จภายใน ๒ เดือน นับแต่วันที่ได้รับเรื่องร้องทุกข์ ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ออกคําสั่งสํานักงานตํารวจแห่งชาติที่ ๔๑๙/๒๕๕๖ ลงวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๖ กำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในสํานวนต้องทําการการสอบสวนให้เสร็จสิ้นภายใน ๒ เดือน นับแต่วันที่รับคําร้องทุกข์หรือคํากล่าวโทษ
                ซึ่งแม้ว่าจะเป็นการกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกําหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร แต่อย่างไรก็ตาม อํานาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ในฐานะพนักงานสอบสวน ที่ต้องทําการสอบสวนและดําเนินคดีอาญากับบุคคลตามคําร้องทุกข์ของผู้ฟ้องคดีนั้น เป็นขั้นตอนการใช้อํานาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการกระทําหรืองดเว้นการกระทําในการดําเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญา
                เหตุแห่งการฟ้องคดีในคดีนี้จึงเป็นเหตุสืบเนื่องมาจากการละเลยต่อหน้าที่ ไม่ดําเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ตามที่กฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญากําหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร กรณีจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒
               คดีจึงไม่อยู่ในอํานาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ทั้งนี้เทียบเคียงนัยคําสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๑๑๘/๒๕๕๕ และคําสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๓๔๗/๒๕๕๖ ที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคําสั่งไม่รับคําฟ้องไว้พิจารณาและให้จําหน่ายคดีออกจากสารบบความ ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย

วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ขอบเขตการบังคับใช้กฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

               พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองเป็น “กฎหมายกลาง” หรือ “กฎหมายทั่วไป” สำหรับการใช้อำนาจหน้าที่ในทางปกครองขององค์กรเจ้าหน้าที่ของรัฐเกี่ยวกับการออก “คำสั่งทางปกครอง”
               การที่กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายทั่วไปย่อมหมายความว่า หากมีกฎหมายเฉพาะกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการปฏิบัติงานขององค์กรเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองในการออกคำสั่งทางปกครองไว้อย่างไร เจ้าหน้าที่ก็จะต้องปฏิบัติไปตามกฎหมายเฉพาะนั้น
               เว้นแต่ กรณีที่ไม่มีกฎหมายเฉพาะกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการปฏิบัติงานไว้ หรือมีกฎหมายเฉพาะแต่หลักเกณฑ์ดังกล่าวมีลักษณะที่ประกันความเป็นธรรมไว้ต่ำกว่าหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ หรือกฎหมายเฉพาะกำหนดมาตรฐานในการปฏิบัติราชการไว้ต่ำกว่ามาตรฐานการปฏิบัติราชการในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติปกครองฯ องค์กรเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองจะใช้กฎหมายเฉพาะฉบับนั้นไม่ได้ แต่จะต้องใช้พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
              อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นกรณีของขั้นตอนและระยะเวลาอุทธรณ์หรือโต้แย้งที่กำหนดไว้ในกฎหมายเฉพาะ เจ้าหน้าที่จะต้องใช้กฎหมายเฉพาะนั้น ๆ บังคับแก่ขั้นตอนและระยะเวลาอุทธรณ์หรือโต้แย้งเสมอ ทั้งนี้ โดยมิพักต้องคำนึงว่าขั้นตอนและระยะเวลาอุทธรณ์หรือโต้แย้งนั้น จะมีหลักประกันความเป็นธรรมหรือมีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการต่ำกว่าหลักเกณฑ์ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ หรือไม่
              ด้วยเหตุดังกล่าว หากเป็นกรณีที่กฎหมายเฉพาะกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการออกคำสั่งทางปกครองไว้ องค์กรเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองย่อมต้องเปรียบเทียบกฎเกณฑ์ในกฎหมายเฉพาะที่ตนรับผิดชอบบังคับการ กับ กฎเกณฑ์ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองว่า กฎหมายเฉพาะกำหนดหลักเกณฑ์ที่ประกันความเป็นธรรม หรือมีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการไม่ต่ำกว่าหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติทางปกครอง หรือไม่
              ถ้าใช่ องค์กรเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองย่อมจะต้องใช้กฎเกณฑ์ที่ปรากฏในกฎหมายเฉพาะนั้นบังคับแก่กรณี
              ถ้าไม่ใช่ องค์กรเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองจะนำกฎเกณฑ์ในกฎหมายเฉพาะที่ตนบังคับการอยู่ไปบังคับแก่กรณีไม่ได้ แต่จะต้องใช้กฎเกณฑ์ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองแทน

(ที่มา : กฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง โดย รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)