คําสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๗๓๒/๒๕๕๗
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลปกครอง มีอํานาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคําสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้
(๑) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทําการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ว่า จะเป็นการออกกฎ คําสั่งหรือการกระทําอื่นใดเนื่องจากกระทําโดยไม่มีอํานาจหรือนอกเหนืออํานาจหน้าที่หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสําคัญที่กําหนดไว้สําหรับการกระทํานั้น หรือโดยไม่สุจริต หรือมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม หรือมีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอน โดยไม่จําเป็นหรือสร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควร หรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ
(๒) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกําหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร
(๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทําละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อํานาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คําสั่งทางปกครอง หรือคําสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกําหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร
(๔) คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง
(๕) คดีที่มีกฎหมายกําหนดให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐฟ้องคดีต่อศาลเพื่อบังคับให้บุคคลต้องกระทําหรือละเว้นกระทําอย่างหนึ่งอย่างใด
(๖) คดีพิพาทเกี่ยวกับเรื่องที่มีกฎหมายกําหนดให้อยู่ในเขตอํานาจศาลปกครอง
จากบทบัญญัติดังกล่าว จะเห็นได้ว่า คดีพิพาทที่ศาลปกครองจะรับไว้พิจารณาได้หรือไม่นั้น ต้องเป็นคดีปกครองที่อยู่ในอํานาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒
การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบสํานวนคดีจราจรที่ผู้ฟ้องคดีได้แจ้งความร้องทุกข์ ให้ดําเนินคดีอาญาแก่นางสาว ร. ซึ่งเป็นผู้ขับขี่รถยนต์กระบะ เฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ ที่ผู้ฟ้องคดีขับขี่อยู่ จนเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ มิได้ดําเนินการสอบสวนให้แล้วเสร็จภายใน ๒ เดือน นับแต่วันที่ได้รับเรื่องร้องทุกข์ ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ออกคําสั่งสํานักงานตํารวจแห่งชาติที่ ๔๑๙/๒๕๕๖ ลงวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๖ กำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในสํานวนต้องทําการการสอบสวนให้เสร็จสิ้นภายใน ๒ เดือน นับแต่วันที่รับคําร้องทุกข์หรือคํากล่าวโทษ
ซึ่งแม้ว่าจะเป็นการกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกําหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร แต่อย่างไรก็ตาม อํานาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ในฐานะพนักงานสอบสวน ที่ต้องทําการสอบสวนและดําเนินคดีอาญากับบุคคลตามคําร้องทุกข์ของผู้ฟ้องคดีนั้น เป็นขั้นตอนการใช้อํานาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการกระทําหรืองดเว้นการกระทําในการดําเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญา
เหตุแห่งการฟ้องคดีในคดีนี้จึงเป็นเหตุสืบเนื่องมาจากการละเลยต่อหน้าที่ ไม่ดําเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ตามที่กฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญากําหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร กรณีจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒
คดีจึงไม่อยู่ในอํานาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ทั้งนี้เทียบเคียงนัยคําสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๑๑๘/๒๕๕๕ และคําสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๓๔๗/๒๕๕๖ ที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคําสั่งไม่รับคําฟ้องไว้พิจารณาและให้จําหน่ายคดีออกจากสารบบความ ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลปกครอง มีอํานาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคําสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้
(๑) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทําการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ว่า จะเป็นการออกกฎ คําสั่งหรือการกระทําอื่นใดเนื่องจากกระทําโดยไม่มีอํานาจหรือนอกเหนืออํานาจหน้าที่หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสําคัญที่กําหนดไว้สําหรับการกระทํานั้น หรือโดยไม่สุจริต หรือมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม หรือมีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอน โดยไม่จําเป็นหรือสร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควร หรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ
(๒) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกําหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร
(๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทําละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อํานาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คําสั่งทางปกครอง หรือคําสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกําหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร
(๔) คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง
(๕) คดีที่มีกฎหมายกําหนดให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐฟ้องคดีต่อศาลเพื่อบังคับให้บุคคลต้องกระทําหรือละเว้นกระทําอย่างหนึ่งอย่างใด
(๖) คดีพิพาทเกี่ยวกับเรื่องที่มีกฎหมายกําหนดให้อยู่ในเขตอํานาจศาลปกครอง
จากบทบัญญัติดังกล่าว จะเห็นได้ว่า คดีพิพาทที่ศาลปกครองจะรับไว้พิจารณาได้หรือไม่นั้น ต้องเป็นคดีปกครองที่อยู่ในอํานาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒
การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบสํานวนคดีจราจรที่ผู้ฟ้องคดีได้แจ้งความร้องทุกข์ ให้ดําเนินคดีอาญาแก่นางสาว ร. ซึ่งเป็นผู้ขับขี่รถยนต์กระบะ เฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ ที่ผู้ฟ้องคดีขับขี่อยู่ จนเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ มิได้ดําเนินการสอบสวนให้แล้วเสร็จภายใน ๒ เดือน นับแต่วันที่ได้รับเรื่องร้องทุกข์ ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ออกคําสั่งสํานักงานตํารวจแห่งชาติที่ ๔๑๙/๒๕๕๖ ลงวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๖ กำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในสํานวนต้องทําการการสอบสวนให้เสร็จสิ้นภายใน ๒ เดือน นับแต่วันที่รับคําร้องทุกข์หรือคํากล่าวโทษ
ซึ่งแม้ว่าจะเป็นการกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกําหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร แต่อย่างไรก็ตาม อํานาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ในฐานะพนักงานสอบสวน ที่ต้องทําการสอบสวนและดําเนินคดีอาญากับบุคคลตามคําร้องทุกข์ของผู้ฟ้องคดีนั้น เป็นขั้นตอนการใช้อํานาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการกระทําหรืองดเว้นการกระทําในการดําเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญา
เหตุแห่งการฟ้องคดีในคดีนี้จึงเป็นเหตุสืบเนื่องมาจากการละเลยต่อหน้าที่ ไม่ดําเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ตามที่กฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญากําหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร กรณีจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒
คดีจึงไม่อยู่ในอํานาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ทั้งนี้เทียบเคียงนัยคําสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๑๑๘/๒๕๕๕ และคําสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๓๔๗/๒๕๕๖ ที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคําสั่งไม่รับคําฟ้องไว้พิจารณาและให้จําหน่ายคดีออกจากสารบบความ ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย