วันเสาร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2556

พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙

พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ (โดยย่อ)

             “เจ้าหน้าที่” หมายความว่า ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานประเภทอื่น ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งในฐานะเป็นกรรมการ หรือฐานะอื่นใด
              “หน่วยงานของรัฐ” หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา และให้หมายความรวมถึง หน่วยงานอื่นของรัฐ ที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้เป็นหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัตินี้ด้วย   (มาตรา ๔)
               (ตัวอย่าง - กรุงเทพมหานครเป็นราชการส่วนท้องถิ่น ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นผู้ปฏิบัติงานในกรุงเทพมหานคร ดังนั้น กรุงเทพมหานครและผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จึงเป็นหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่)

               หน่วยงานของรัฐ ต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิด ที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ในกรณีนี้ ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้
              ถ้าการละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่ ซึ่งไม่ได้สังกัดหน่วยงานของรัฐแห่งใด ให้ถือว่า กระทรวงการคลัง เป็นหน่วยงานของรัฐ ที่ต้องรับผิดตามวรรคหนึ่ง     (มาตรา ๕)
              (พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๙ (๓) บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่ง ในคดีพิพาท เกี่ยวกับการกระทำละเมิด หรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจาก การใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือ การละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร)

              ถ้าการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ มิใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดในการนั้นเป็นการเฉพาะตัว ในกรณีนี้ ผู้เสียหายอาจฟ้องเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง แต่จะฟ้องหน่วยงานของรัฐไม่ได้     (มาตรา ๖)

              ในคดีที่ผู้เสียหายฟ้องหน่วยงานของรัฐ ถ้าหน่วยงานของรัฐเห็นว่า เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดหรือต้องร่วมรับผิด หรือ
              ในคดีที่ผู้เสียหายฟ้องเจ้าหน้าที่ ถ้าเจ้าหน้าที่เห็นว่า เป็นเรื่องที่หน่วยงานของรัฐ ต้องรับผิดหรือต้องร่วมรับผิด
               หน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ดังกล่าว มีสิทธิขอให้ศาลที่พิจารณาคดีนั้นอยู่ เรียกเจ้าหน้าที่ หรือหน่วยงานของรัฐแล้วแต่กรณี เข้ามาเป็นคู่ความในคดี
              ถ้าศาลพิพากษายกฟ้อง เพราะเหตุที่หน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ที่ ถูกฟ้อง มิใช่ผู้ต้องรับผิด ให้ขยายอายุความฟ้องร้องผู้ที่ต้องรับผิด ซึ่งมิได้ถูกเรียกเข้ามาในคดีออกไปถึงหกเดือนนับแต่วันที่คำพิพากษานั้นถึงที่สุด   (มาตรา ๗)

              ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย เพื่อการละเมิดของเจ้าหน้าที่
                -  ให้หน่วยงานของรัฐ มีสิทธิเรียกให้ เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิด ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวแก่หน่วยงานของรัฐได้ ถ้าเจ้าหน้าที่ได้กระทำการนั้นไปด้วยความจงใจ หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง
                -  สิทธิเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จะมีได้เพียงใด ให้คำนึงถึง ระดับความร้ายแรงแห่งการกระทำ และความเป็นธรรมในแต่ละกรณีเป็นเกณฑ์ โดยมิต้องให้ใช้เต็มจำนวนของความเสียหายก็ได้
                -  ถ้าการละเมิดเกิดจากความผิด หรือความบกพร่องของหน่วยงานของรัฐ หรือระบบการดำเนินงานส่วนรวม ให้หักส่วนแห่งความรับผิดดังกล่าวออกด้วย
                 -  ในกรณีที่การละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่หลายคน มิให้นำหลักเรื่องลูกหนี้ร่วมมาใช้บังคับและเจ้าหน้าที่แต่ละคนต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเฉพาะส่วนของตนเท่านั้น     (มาตรา ๘)

               ถ้าหน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย สิทธิที่จะเรียกให้อีกฝ่ายหนึ่งชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนให้มีกำหนดอายุความหนึ่งปี นับแต่วันที่ หน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้นแก่ผู้เสียหาย     (มาตรา ๙)

เจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อหน่วยงานรัฐ
               ในกรณีที่ เจ้าหน้าที่ เป็นผู้กระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐที่ผู้นั้นอยู่ในสังกัดหรือไม่
                 (๑)  ถ้าเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๘ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
                 (๒)  แต่ถ้ามิใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
              สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ทั้งสองประการตามวรรคหนึ่ง ให้มีกำหนดอายุความสองปี นับแต่ วันที่หน่วยงานของรัฐรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน และ
               กรณีที่หน่วยงานของรัฐ เห็นว่า เจ้าหน้าที่ผู้นั้นไม่ต้องรับผิด แต่กระทรวงการคลังตรวจสอบแล้วเห็นว่าต้องรับผิด ให้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนนั้น มีกำหนดอายุความหนึ่งปีนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐมีคำสั่ง ตามความเห็นของกระทรวงการคลัง     (มาตรา ๑๐)

วันพุธที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2556

คำสั่งทางปกครอง

พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙  (ที่สำคัญ)

             มาตรา ๔  พระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่
                   (๑)  รัฐสภาและคณะรัฐมนตรี
                   (๒)  องค์กรที่ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะ
                   (๓)  การพิจารณาของนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีในงานทางนโยบายโดยตรง
                   (๔)  การพิจารณาพิพากษาคดีของศาล และการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการพิจารณาคดี การบังคับคดี และการวางทรัพย์
                   (๕)  การพิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์ และการสั่งการตามกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการกฤษฎีกา
                   (๖)  การดำเนินงานเกี่ยวกับนโยบายการต่างประเทศ
                   (๗)  การดำเนินงานเกี่ยวกับราชการทหาร หรือเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ทางยุทธการร่วมกับทหารในการป้องกันรักษาความมั่นคงของราชอาณาจักรจากภัยคุกคาม ทั้งภายนอกและภายในประเทศ
                   (๘)  การดำเนินตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา
                   (๙)  การดำเนินกิจการขององค์การศาสนา

             มาตรา ๕  ในพระราชบัญญัตินี้
                  "วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง" หมายความว่า การเตรียมการและดำเนินการของเจ้าหน้าที่ เพื่อจัดให้มีคำสั่งทางปกครอง หรือกฎ และรวมถึงการดำเนินการใด ๆ ในทางปกครองตามพระราชบัญญัตินี้
                  "การพิจารณาทางปกครอง" หมายความว่า การเตรียมการและการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ เพื่อจัดให้มีคำสั่งทางปกครอง
                  "คำสั่งทางปกครอง" หมายความว่า
                  (๑)  การใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิ หรือหน้าที่ของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วคราว เช่น การสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การวินิจฉัยอุทธรณ์  การรับรอง และการรับจดทะเบียน แต่ไม่หมายความรวมถึง การออกกฎ
                  (๒)  การอื่นที่กำหนดในกฎกระทรวง
                  "กฎ"  หมายความว่า พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ประกาศกระทรวง ข้อบัญญัติท้องถิ่น ระเบียบ ข้อบังคับ หรือบทบัญญัติอื่นที่มีผลบังคับเป็นการทั่วไป โดยไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใด หรือบุคคลใดเป็นการเฉพาะ
                  “คณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาท” หมายความว่า คณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายที่มีการจัดองค์กรและวิธีพิจารณาสําหรับการวินิจฉัยชี้ขาดสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย
                  “เจ้าหน้าที่” หมายความว่า บุคคล คณะบุคคล หรือนิติบุคคล ซึ่งใช้อํานาจหรือได้รับมอบให้ใช้อํานาจทางปกครองของรัฐในการดําเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งขึ้นในระบบราชการ รัฐวิสาหกิจหรือกิจการอื่นของรัฐหรือไม่ก็ตาม
                  “คู่กรณี” หมายความว่า ผู้ยื่นคําขอหรือผู้คัดค้านคําขอ ผู้อยู่ในบังคับหรือจะอยู่ในบังคับของคําสั่งทางปกครอง และผู้ซึ่งได้เข้ามาในกระบวนการพิจารณาทางปกครองเนื่องจากสิทธิของผู้นั้นจะถูกกระทบกระเทือนจากผลของคำสั่งทางปกครอง
คำอธิบาย
              (๒)  การอื่นที่กำหนดในกฎกระทรวง ได้แก่
                        กฎกระทรวงฉบับที่ ๑๒ ( พ.ศ. ๒๕๔๓) ออกตามความใน พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙  กำหนดให้การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ดังต่อไปนี้ เป็นคำสั่งทางปกครอง
                        (๑) การสั่งรับหรือไม่รับ คำเสนอขาย รับจ้าง แลกเปลี่ยน ให้เช่า ซื้อ เช่า ให้สิทธิประโยชน์
                        (๒) การอนุมัติ สั่งซื้อ จ้าง แลกเปลี่ยน เช่า ขาย ให้เช่า หรือให้สิทธิประโยชน์
                        (๓) การสั่งยกเลิก กระบวนการพิจารณาคำเสนอ หรือการดำเนินการอื่นใด ในลักษณะเดียวกัน
                        (๔) การสั่งให้เป็นผู้ทิ้งงาน
                        (๕) การให้หรือไม่ให้ทุนการศึกษา

สัญญาทางปกครอง

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒  (มาตรา ๓)

              “สัญญาทางปกครอง” หมายความรวมถึง
                        -  สัญญาที่ คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เป็นหน่วยงานทางปกครอง หรือ เป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ  และ
                        -  มีลักษณะเป็น สัญญาสัมปทาน  สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือ แสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ
คำอธิบาย
               ๑. สัญญาสัมปทาน คือ กรณีที่รัฐอนุญาตให้เอกชนลงทุนในกิจการด้านสาธารณูปโภคอย่างหนึ่งอย่างใดด้วยค่าใช้จ่ายของตนเอง และให้เอกชนคู่สัญญามีสิทธิเรียกเก็บค่าบริการจากประชาชนที่มาใช้บริการนั้นเป็นค่าตอบแทน ได้แก่ สัญญาสัมปทานการทำไม้ หรือ สัญญาสัมปทานบริการสาธารณะ เช่น สัญญาสัมปทานการเดินรถประจำทาง เรือข้ามฟาก โดยให้เอกชนคู่สัญญาดำเนินการภายในระยะเวลา และรัฐจะได้รับค่าตอบแทนจากเอกชนที่มีรายได้จากการลงทุน
               ๒. สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ ซึ่งมีลักษณะเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองทำสัญญาให้เอกชนเข้าทำหน้าที่ของหน่วยงานโดยตรง และมีลักษณะเป็นการดำเนินกิจการบริการสาธารณะ หน่วยงานเป็นผู้จ่ายค่าตอบแทนให้แก่เอกชน เช่น สัญญาจ้างเอกชนเก็บหรือกำจัดขยะ เป็นต้น
               ๓. สัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค เพื่ออำนวยประโยชน์แก่ประชาชนในสิ่งอุปโภคที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิต “สิ่งสาธารณูปโภค” เช่น การไฟฟ้า การประปา การเดินรถประจำทาง โทรศัพท์ หรือสัญญาก่อสร้างอาคารของทางราชการ ตัวอย่างเช่น สัญญาการก่อสร้างปรับปรุงโรงพยาบาลชุมชนขนาด ๖๐ เตียง เป็น ๙๐ เตียง โดยมีอาคารผู้ป่วยและส่วนประกอบอื่น ๆ ทั้งนี้ การสาธารณสุขเป็นบริการสาธารณะอย่างหนึ่งของรัฐ อาคารของรัฐซึ่งเป็นถาวรวัตถุ เป็นองค์ประกอบและเครื่องมือสำคัญในการดำเนินการบริการสาธารณะดังกล่าวให้บรรลุผล นอกจากนี้ประชาชนทั่วไปยังสามารถเข้าใช้ประโยชน์ได้โดยตรง อาคารโรงพยาบาลของรัฐจึงเป็นสาธารณูปโภค และเนื่องจากวัตถุแห่งสัญญานี้คือ การรับจ้างก่อสร้างปรับปรุงโรงพยาบาล กรณีจึงถือได้ว่าเป็นการที่หน่วยงานการปกครองมอบให้เอกชนเข้าดำเนินการจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค จึงเป็นสัญญาทางปกครองอันมีเนื้อหาลักษณะของสัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค ตามมาตรา ๓๑๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒
              ๔. สัญญาให้แสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สัญญาที่รัฐอนุญาตให้เอกชนแสวงหาผลประโยชน์ต่าง ๆ จากทรัพยากรธรรมชาติ โดยปกติเอกชนจะต้องให้ค่าตอบแทนแก่รัฐเป็นค่าอนุญาต ซึ่งสัญญาประเภทนี้บางครั้งก็อาจใช้ชื่อว่า สัญญาสัมปทาน ได้แก่ สัญญาให้เก็บมูลค้างคาว สัญญาอนุญาตให้ขุดเจาะน้ำมัน สัมปทานให้เก็บรังนกนางแอ่น หรือสัญญาสัมปทานการทำไม้ เป็นต้น

อำนาจของศาลปกครอง

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒
               ศาลปกครอง มีอำนาจพิจารณาพิพากษา หรือมีคำสั่ง ในเรื่องดังต่อไปนี้  (มาตรา ๙)
               (๑)  คดีพิพาท เกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นใด เนื่องจาก กระทำโดยไม่มีอำนาจ หรือ นอกเหนืออำนาจหน้าที่ หรือ ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือ โดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอน หรือ วิธีการ อันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น หรือ โดยไม่สุจริต หรือ มีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม หรือ มีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็น หรือ สร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควร หรือ เป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ
               (๒)  คดีพิพาท เกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร
               (๓)  คดีพิพาท เกี่ยวกับการกระทำละเมิด หรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจาก การใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือ การละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือ ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร
               (๔)  คดีพิพาท เกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง
               (๕)  คดีที่มีกฎหมายกำหนด ให้หน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ฟ้องคดีต่อศาล เพื่อบังคับให้บุคคลต้องกระทำ หรือละเว้นกระทำอย่างหนึ่งอย่างใด
               (๖)  คดีพิพาท เกี่ยวกับเรื่องที่มีกฎหมายกำหนดให้อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครอง

               เรื่องดังต่อไปนี้ไม่อยู่ในอำนาจศาลปกครอง (มาตรา ๙ วรรคสอง)
               (๑)  การดำเนินการเกี่ยวกับวินัยทหาร
               (๒)  การดำเนินการของคณะกรรมการตุลาการ ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ
               (๓)  คดีที่อยู่ในอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัว ศาลแรงงาน ศาลภาษีอากร ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ศาลล้มละลาย หรือศาลชำนัญพิเศษอื่น
               การกระทำของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐในบางกรณีแม้ว่าจะเป็น การกระทำทางปกครอง และไม่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา ๙ วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ แต่หากมีกฎหมายกำหนดไม่ให้การกระทำดังกล่าวอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว ศาลปกครองย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษา

การยกเว้นเขตอำนาจของศาลปกครองโดยกฎหมาย  มี ๒ ประเภท ได้แก่
               ๑. ข้อยกเว้นตามกฎหมายเฉพาะ เช่น
                    -  การฟ้องว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งออกประกาศกำหนดวันและเวลาลงคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรล่วงหน้า ณ ที่เลือกตั้งกลาง ลงวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๐ โดยไม่มีอำนาจ เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการเลือกตั้งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกาตามมาตรา ๒๑๙ วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐ (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ฟ.๓๖/๒๕๕๐ ถึง ฟ.๓๘/๒๕๕๐)
               ๒. ข้อยกเว้นตามหลักกฎหมายทั่วไป เช่น
                    -  การที่จำต้องพิจารณาให้ได้ก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของใครเป็นสำคัญเป็นกรณี พิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันเป็นอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๗/๒๕๕๐ , อ.๒๒๙/๒๕๕๐ , ๔๒๒/๒๕๕๐)
                   -  สัญญากู้ยืมเงินกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา และเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วผู้กู้ยืมมีหน้าที่ต้องชดใช้เงินกู้ยืมพร้อมดอกเบี้ย จึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่ง คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง(คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๓๙๐/๒๕๕๐)
                   -  การฟ้องว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ด้วยกฎหมายตามมาตรา ๑๕๗ แห่งประมวลกฎหมายอาญา ขอให้ศาลลงโทษผู้ถูกฟ้องคดี เป็นการกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำความผิดกฎหมายอาญาอันเป็นลักษณะความผิดที่มีการกำหนดโทษ ซึ่งการฟ้องคดีเพื่อให้ศาลลงโทษผู้กระทำความผิดดังกล่าว ต้องฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม คดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๒๓๕/๒๕๕๐)