วันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2557

พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาไม่ครบ

คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่  อ. ๓๗๗/๒๕๕๕
พ.ร.บ. ข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ (มาตรา ๘๒ วรรคสาม , ๘๕ วรรคสอง , ๙๘ วรรคสอง)
               บันทึกการจับกุมผู้ต้องหา ผู้จับกุมระบุว่ามีการสืบได้ว่าผู้ต้องหาเสพและจำหน่ายยาบ้าเป็นประจํา จึงทําการวางแผนจับกุมโดยวิธีให้สายลับติดต่อซื้อขาย เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดักซุ่มบริเวณบ้าน และได้แสดงตัวเพื่อตรวจค้น ผลการตรวจค้นตัวผู้ต้องหาพบยาบ้าจำนวน ๔๑ เม็ด ห่อหุ้มด้วยพลาสติกใสในมือซ้ายของผู้ต้องหาโดยที่พยานผู้ร่วมจับกุมในครั้งนี้รวม ๘ คน และแจ้งข้อหาว่ามียาเสพติดให้โทษประเภท ๑ (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และในบันทึกคําให้การของผู้จับกุมซึ่งให้การในฐานะผู้กล่าวหาก็ระบุข้อความว่าผู้จับกุมได้แจ้งข้อหาให้ผู้ต้องหาทราบและผู้ต้องหารับสารภาพ
               แต่ในการสอบสวนผู้ต้องหา ผู้ฟ้องคดีในฐานะพนักงานสอบสวนกลับแจ้งข้อกล่าวหาว่ามียาเสพติดให้โทษประเภท ๑ (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น โดยมิได้สอบข้อเท็จจริงหรือแสวงหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับการวางแผนการติดต่อซื้อขายเพิ่มเติมจากผู้กล่าวหาและพยานผู้ร่วมจับกุม จึงเป็นการแจ้งข้อหากับผู้ต้องหาที่ไม่ตรงตามที่ผู้กล่าวหาได้กล่าวหาไว้
              การที่ผู้ฟ้องคดีเสนอความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาต่อพนักงานอัยการในความผิดดังกล่าวไม่สอดคล้องกับหลักฐานการจับกุม กรณีจึงถือได้ว่าผู้ฟ้องคดีกระทําเพื่อช่วยเหลือให้ผู้ต้องหาได้รับโทษน้อยลง พฤติการณ์การกระทําของผู้ฟ้องคดีเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ปฏิบัติราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย จนเกิดความเสียหายต่อราชการอย่างร้ายแรง เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ตามมาตรา ๘๒ วรรคสาม มาตรา ๘๕ วรรคสอง และมาตรา ๙๘ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.๒๕๓๕ ซึ่งผู้บังคับบัญชาสามารถมีคําสั่งลงโทษปลดออกหรือไล่ออกตามความร้ายแรงแห่งกรณีตามมาตรา ๑๐๔ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคําสั่งลงโทษผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ และการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคําวินิจฉัยที่ให้ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี จึงชอบด้วยกฎหมาย