วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569

คดีรถไฟในอำนาจศาลปกครอง

คำวินิจฉัยที่ 59/2561     
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560     
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542    
พ.ร.บ.การรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494    
               คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติอันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัตินี้ ต้องเป็นกรณีที่มีกฎหมายกำหนดหน้าที่ของหน่วยงานทางปกครองไว้ แต่หน่วยงานทางปกครองนั้นละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่นั้น จนก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือผู้ฟ้องคดี 
             คดีนี้การรถไฟแห่งประเทศไทย จำเลยที่ ๑ เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๙๔ จำเลยที่ ๑ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จำเลยที่ ๒ เป็นพนักงานของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน และโดยที่มาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๙๔ กำหนดอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ในการดำเนินกิจการรถไฟและธุรกิจซึ่งเป็นประโยชน์แก่กิจการรถไฟ และมาตรา ๙ (๔) กำหนดให้จำเลยที่ ๑ จัดระเบียบเกี่ยวกับความปลอดภัยการใช้รถไฟ บริการ และความสะดวกต่างๆ ของกิจการรถไฟ จึงเป็นกรณีที่มีกฎหมายกำหนดหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ในการจัดระเบียบเกี่ยวกับความปลอดภัยไว้ 
              เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ละเลยไม่ดำเนินการจัดให้มีการควบคุม ดูแลความปลอดภัยบริเวณจุดตัดทางรถไฟ ไม่จัดให้มีพนักงานมาดำเนินการกั้นทางรถไฟ กรณีไม่เปิดใช้งานเครื่องกั้นอัตโนมัติ และไม่ดูแลรักษาแนวเขตทางรถไฟ ปล่อยให้มีต้นไม้วัชพืชปกคลุม และติดตั้งตู้ควบคุมเครื่องกั้นทางรถไฟใกล้กับรางรถไฟบดบังทัศนียภาพการมองเห็น ทำให้ลูกจ้างของโจทก์ซึ่งขับรถโดยสารไม่ประจำทางมาตามถนนขณะเกิดเหตุไม่ทราบว่ามีรถไฟกำลังแล่นมา เป็นเหตุให้รถไฟที่จำเลยที่ ๒ ขับมาด้วยความเร็วสูง พุ่งชนรถโดยสาร ทำให้รถโดยสารได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการที่จำเลยทั้งสองละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๙๔ 
              คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

วันจันทร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2560

กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

-  พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙
-  กฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ.๒๕๔๓) ออกตามความใน พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙

-  พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีทางปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒
-  พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ ๙) พ.ศ. ๒๕๖๐

-  พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.๒๕๓๙
-  พระราชกฤษฎีกากำหนดหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.๒๕๓๙ (ฉบับที่ ๘) พ.ศ.๒๕๔๖
-  ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.๒๕๓๙

-  พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของทางราชการ พ.ศ.๒๕๔๐

-  อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก

วันอาทิตย์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2560

จัดเรียงบทความ

กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

คดีปกครอง
-  ขอบเขตการบังคับใช้กฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
อำนาจของศาลปกครอง
คำสั่งทางปกครอง
สัญญาทางปกครอง

ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่
พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.๒๕๓๙ (โดยย่อ)
ขับรถยนต์ของทางราชการไปเกิดอุบัติเหตุ
คดีเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล

การสอบสวนของพนักงานสอบสวน
พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาไม่ครบ
ทำการสอบสวนล่าช้า ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครอง

วันพุธที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ทำการสอบสวนล่าช้า ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครอง

คําสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๗๓๒/๒๕๕๗
                  พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลปกครอง มีอํานาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคําสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้
                 (๑) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทําการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ว่า จะเป็นการออกกฎ คําสั่งหรือการกระทําอื่นใดเนื่องจากกระทําโดยไม่มีอํานาจหรือนอกเหนืออํานาจหน้าที่หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสําคัญที่กําหนดไว้สําหรับการกระทํานั้น หรือโดยไม่สุจริต หรือมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม หรือมีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอน โดยไม่จําเป็นหรือสร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควร หรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ
                 (๒) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกําหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร
                 (๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทําละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อํานาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คําสั่งทางปกครอง หรือคําสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกําหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร
                 (๔) คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง
                 (๕) คดีที่มีกฎหมายกําหนดให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐฟ้องคดีต่อศาลเพื่อบังคับให้บุคคลต้องกระทําหรือละเว้นกระทําอย่างหนึ่งอย่างใด
                 (๖) คดีพิพาทเกี่ยวกับเรื่องที่มีกฎหมายกําหนดให้อยู่ในเขตอํานาจศาลปกครอง
                 จากบทบัญญัติดังกล่าว จะเห็นได้ว่า คดีพิพาทที่ศาลปกครองจะรับไว้พิจารณาได้หรือไม่นั้น ต้องเป็นคดีปกครองที่อยู่ในอํานาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒
                การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบสํานวนคดีจราจรที่ผู้ฟ้องคดีได้แจ้งความร้องทุกข์ ให้ดําเนินคดีอาญาแก่นางสาว ร. ซึ่งเป็นผู้ขับขี่รถยนต์กระบะ เฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ ที่ผู้ฟ้องคดีขับขี่อยู่ จนเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ มิได้ดําเนินการสอบสวนให้แล้วเสร็จภายใน ๒ เดือน นับแต่วันที่ได้รับเรื่องร้องทุกข์ ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ออกคําสั่งสํานักงานตํารวจแห่งชาติที่ ๔๑๙/๒๕๕๖ ลงวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๖ กำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในสํานวนต้องทําการการสอบสวนให้เสร็จสิ้นภายใน ๒ เดือน นับแต่วันที่รับคําร้องทุกข์หรือคํากล่าวโทษ
                ซึ่งแม้ว่าจะเป็นการกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกําหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร แต่อย่างไรก็ตาม อํานาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ในฐานะพนักงานสอบสวน ที่ต้องทําการสอบสวนและดําเนินคดีอาญากับบุคคลตามคําร้องทุกข์ของผู้ฟ้องคดีนั้น เป็นขั้นตอนการใช้อํานาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการกระทําหรืองดเว้นการกระทําในการดําเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญา
                เหตุแห่งการฟ้องคดีในคดีนี้จึงเป็นเหตุสืบเนื่องมาจากการละเลยต่อหน้าที่ ไม่ดําเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ตามที่กฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญากําหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร กรณีจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒
               คดีจึงไม่อยู่ในอํานาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ทั้งนี้เทียบเคียงนัยคําสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๑๑๘/๒๕๕๕ และคําสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๓๔๗/๒๕๕๖ ที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคําสั่งไม่รับคําฟ้องไว้พิจารณาและให้จําหน่ายคดีออกจากสารบบความ ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย

วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ขอบเขตการบังคับใช้กฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

               พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองเป็น “กฎหมายกลาง” หรือ “กฎหมายทั่วไป” สำหรับการใช้อำนาจหน้าที่ในทางปกครองขององค์กรเจ้าหน้าที่ของรัฐเกี่ยวกับการออก “คำสั่งทางปกครอง”
               การที่กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายทั่วไปย่อมหมายความว่า หากมีกฎหมายเฉพาะกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการปฏิบัติงานขององค์กรเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองในการออกคำสั่งทางปกครองไว้อย่างไร เจ้าหน้าที่ก็จะต้องปฏิบัติไปตามกฎหมายเฉพาะนั้น
               เว้นแต่ กรณีที่ไม่มีกฎหมายเฉพาะกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการปฏิบัติงานไว้ หรือมีกฎหมายเฉพาะแต่หลักเกณฑ์ดังกล่าวมีลักษณะที่ประกันความเป็นธรรมไว้ต่ำกว่าหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ หรือกฎหมายเฉพาะกำหนดมาตรฐานในการปฏิบัติราชการไว้ต่ำกว่ามาตรฐานการปฏิบัติราชการในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติปกครองฯ องค์กรเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองจะใช้กฎหมายเฉพาะฉบับนั้นไม่ได้ แต่จะต้องใช้พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
              อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นกรณีของขั้นตอนและระยะเวลาอุทธรณ์หรือโต้แย้งที่กำหนดไว้ในกฎหมายเฉพาะ เจ้าหน้าที่จะต้องใช้กฎหมายเฉพาะนั้น ๆ บังคับแก่ขั้นตอนและระยะเวลาอุทธรณ์หรือโต้แย้งเสมอ ทั้งนี้ โดยมิพักต้องคำนึงว่าขั้นตอนและระยะเวลาอุทธรณ์หรือโต้แย้งนั้น จะมีหลักประกันความเป็นธรรมหรือมีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการต่ำกว่าหลักเกณฑ์ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ หรือไม่
              ด้วยเหตุดังกล่าว หากเป็นกรณีที่กฎหมายเฉพาะกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการออกคำสั่งทางปกครองไว้ องค์กรเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองย่อมต้องเปรียบเทียบกฎเกณฑ์ในกฎหมายเฉพาะที่ตนรับผิดชอบบังคับการ กับ กฎเกณฑ์ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองว่า กฎหมายเฉพาะกำหนดหลักเกณฑ์ที่ประกันความเป็นธรรม หรือมีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการไม่ต่ำกว่าหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติทางปกครอง หรือไม่
              ถ้าใช่ องค์กรเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองย่อมจะต้องใช้กฎเกณฑ์ที่ปรากฏในกฎหมายเฉพาะนั้นบังคับแก่กรณี
              ถ้าไม่ใช่ องค์กรเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองจะนำกฎเกณฑ์ในกฎหมายเฉพาะที่ตนบังคับการอยู่ไปบังคับแก่กรณีไม่ได้ แต่จะต้องใช้กฎเกณฑ์ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองแทน

(ที่มา : กฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง โดย รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)

วันอังคารที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เจ้าหน้าที่ขับรถของทางราชการไปเกิดเหตุ

กรณีศึกษา : เจ้าหน้าที่ขับรถชนผู้อื่น

                   กรณี เจ้าหน้าที่ในขณะปฏิบัติหน้าที่ ได้ขับรถชนผู้อื่นโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ศาลปกครอง มีอำนาจพิจารณาตัดสินคดีความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 เพราะกฎหมายได้แบ่งแยกอำนาจศาลไว้อย่างชัดเจน กล่าวคือ
                   มาตรา 5  หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้
                   มาตรา 6  ถ้าการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่มิใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดในการนั้นเป็นการเฉพาะตัว ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง แต่จะฟ้องหน่วยงานของรัฐไม่ได้
                   มาตรา 14  เมื่อได้มีการจัดตั้งศาลปกครองขึ้นแล้ว สิทธิร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยให้ถือว่าเป็นสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง
          
                    กรณีศึกษา : เจ้าหน้าที่ขับรถชนผู้อื่นโดยประมาทจนถึงแก่ความตาย
                    ถ้าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ : โดยเจ้าหน้าที่ขับรถไปปฏิบัติหน้าที่ราชการ เช่น ไปตรวจสอบพื้นที่ ไปประชุม หรือไปปฏิบัติงานราชการอื่น การขับรถชนผู้อื่นเกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติหน้าที่นั้น ในกรณีนี้ ศาลปกครองมีอำนาจตัดสินคดี เพราะเป็นการละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ ผู้เสียหายจะต้องฟ้องหน่วยงานของรัฐ  เช่น กระทรวง สำนักงาน หรือหน่วยงานที่เจ้าหน้าที่สังกัด ต่อศาลปกครอง
                   ถ้ามิใช่การปฏิบัติหน้าที่ : เจ้าหน้าที่ขับรถเพื่อการส่วนตัว การขับรถชนผู้อื่นเป็นการละเมิดส่วนตัวของเจ้าหน้าที่ ในกรณีนี้ ศาลยุติธรรมมีอำนาจตัดสินคดี ผู้เสียหายต้องฟ้องเจ้าหน้าที่ ต่อศาลยุติธรรม
                  ในเรื่องนี้ ศาลอาญาและศาลจังหวัด จึงมีอำนาจพิจารณาคดีความผิดทางอาญา เช่น ความผิดฐานขับรถโดยประมาท ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 และ ความผิดฐานกระทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288-289 แต่ไม่มีอำนาจพิจารณาคดีความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ตาม พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิด พ.ศ. 2539 เพราะกฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจของศาลปกครอง

                   แหล่งข้อมูล
                  1. พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 (อ้างอิง
                  2. คู่มือการดำเนินการเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร (อ้างอิง)
                  3. เอกสารวิชาการศาลปกครอง เรื่อง “คดีปกครองเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่” (อ้างอิง

คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่  อ.๔๔๓/๒๕๕๔
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙  ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ (มาตรา ๘)
                ผู้ฟ้องคดีขับรถยนต์ของทางราชการไปราชการและประสบอุบัติเหตุ ขณะเกิดเหตุผู้ฟ้องคดีไม่ได้ดื่มของมึนเมาหรือขับรถด้วยความเร็วสูง และได้ใช้ความระมัดระวังเท่าที่พนักงานขับรถทั่วไปพึงปฏิบัติ แต่สภาพถนนช่วงก่อนถึงที่เกิดเหตสูงต่ำสลับกัน ทําให้มองไม่เห็นลักษณะของทางโค้ง บริเวณโค้งมีลักษณะเป็นเนินลาดออกนอกโค้ง มิได้ลาดเอียงเข้าหาโค้งอย่างปกติ ทางโค้งดังกล่าวไม่มีป้ายเตือนว่าเป็นโค้งอันตราย ประกอบกับผู้ฟ้องคดีไม่เคยใช้เส้นทางนี้มาก่อน ผิวถนนรวมถึงไหล่ทางบางช่วงชํารุดมีการซ่อมแซมไว้ไม่ดี เมื่อห้ามล้อกะทันหัน รถจึงหมุนเสียการควบคุม
                อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจึงเกิดอันเนื่องมาจากถนนที่ไม่ปลอดภัยเป็นสำคัญ ยังไม่อาจถือได้ว่าอุบัติเหตุดังกล่าวเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ถูกฟ้องคดี เมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่า การกระทําของผู้ฟ้องคดีมิได้เป็นการกระทำด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ดังนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีจึงไม่มีอํานาจเรียกให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ฟ้องคดีตามมาตรา ๘ ประกอบมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.๒๕๓๙

วันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2557

พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาไม่ครบ

คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่  อ. ๓๗๗/๒๕๕๕
พ.ร.บ. ข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ (มาตรา ๘๒ วรรคสาม , ๘๕ วรรคสอง , ๙๘ วรรคสอง)
               บันทึกการจับกุมผู้ต้องหา ผู้จับกุมระบุว่ามีการสืบได้ว่าผู้ต้องหาเสพและจำหน่ายยาบ้าเป็นประจํา จึงทําการวางแผนจับกุมโดยวิธีให้สายลับติดต่อซื้อขาย เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดักซุ่มบริเวณบ้าน และได้แสดงตัวเพื่อตรวจค้น ผลการตรวจค้นตัวผู้ต้องหาพบยาบ้าจำนวน ๔๑ เม็ด ห่อหุ้มด้วยพลาสติกใสในมือซ้ายของผู้ต้องหาโดยที่พยานผู้ร่วมจับกุมในครั้งนี้รวม ๘ คน และแจ้งข้อหาว่ามียาเสพติดให้โทษประเภท ๑ (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และในบันทึกคําให้การของผู้จับกุมซึ่งให้การในฐานะผู้กล่าวหาก็ระบุข้อความว่าผู้จับกุมได้แจ้งข้อหาให้ผู้ต้องหาทราบและผู้ต้องหารับสารภาพ
               แต่ในการสอบสวนผู้ต้องหา ผู้ฟ้องคดีในฐานะพนักงานสอบสวนกลับแจ้งข้อกล่าวหาว่ามียาเสพติดให้โทษประเภท ๑ (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น โดยมิได้สอบข้อเท็จจริงหรือแสวงหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับการวางแผนการติดต่อซื้อขายเพิ่มเติมจากผู้กล่าวหาและพยานผู้ร่วมจับกุม จึงเป็นการแจ้งข้อหากับผู้ต้องหาที่ไม่ตรงตามที่ผู้กล่าวหาได้กล่าวหาไว้
              การที่ผู้ฟ้องคดีเสนอความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาต่อพนักงานอัยการในความผิดดังกล่าวไม่สอดคล้องกับหลักฐานการจับกุม กรณีจึงถือได้ว่าผู้ฟ้องคดีกระทําเพื่อช่วยเหลือให้ผู้ต้องหาได้รับโทษน้อยลง พฤติการณ์การกระทําของผู้ฟ้องคดีเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ปฏิบัติราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย จนเกิดความเสียหายต่อราชการอย่างร้ายแรง เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ตามมาตรา ๘๒ วรรคสาม มาตรา ๘๕ วรรคสอง และมาตรา ๙๘ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.๒๕๓๕ ซึ่งผู้บังคับบัญชาสามารถมีคําสั่งลงโทษปลดออกหรือไล่ออกตามความร้ายแรงแห่งกรณีตามมาตรา ๑๐๔ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคําสั่งลงโทษผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ และการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคําวินิจฉัยที่ให้ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี จึงชอบด้วยกฎหมาย

วันเสาร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2556

พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙

พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ (โดยย่อ)

             “เจ้าหน้าที่” หมายความว่า ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานประเภทอื่น ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งในฐานะเป็นกรรมการ หรือฐานะอื่นใด
              “หน่วยงานของรัฐ” หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา และให้หมายความรวมถึง หน่วยงานอื่นของรัฐ ที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้เป็นหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัตินี้ด้วย   (มาตรา ๔)
               (ตัวอย่าง - กรุงเทพมหานครเป็นราชการส่วนท้องถิ่น ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นผู้ปฏิบัติงานในกรุงเทพมหานคร ดังนั้น กรุงเทพมหานครและผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จึงเป็นหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่)

               หน่วยงานของรัฐ ต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิด ที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ในกรณีนี้ ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้
              ถ้าการละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่ ซึ่งไม่ได้สังกัดหน่วยงานของรัฐแห่งใด ให้ถือว่า กระทรวงการคลัง เป็นหน่วยงานของรัฐ ที่ต้องรับผิดตามวรรคหนึ่ง     (มาตรา ๕)
              (พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๙ (๓) บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่ง ในคดีพิพาท เกี่ยวกับการกระทำละเมิด หรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจาก การใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือ การละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร)

              ถ้าการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ มิใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดในการนั้นเป็นการเฉพาะตัว ในกรณีนี้ ผู้เสียหายอาจฟ้องเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง แต่จะฟ้องหน่วยงานของรัฐไม่ได้     (มาตรา ๖)

              ในคดีที่ผู้เสียหายฟ้องหน่วยงานของรัฐ ถ้าหน่วยงานของรัฐเห็นว่า เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดหรือต้องร่วมรับผิด หรือ
              ในคดีที่ผู้เสียหายฟ้องเจ้าหน้าที่ ถ้าเจ้าหน้าที่เห็นว่า เป็นเรื่องที่หน่วยงานของรัฐ ต้องรับผิดหรือต้องร่วมรับผิด
               หน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ดังกล่าว มีสิทธิขอให้ศาลที่พิจารณาคดีนั้นอยู่ เรียกเจ้าหน้าที่ หรือหน่วยงานของรัฐแล้วแต่กรณี เข้ามาเป็นคู่ความในคดี
              ถ้าศาลพิพากษายกฟ้อง เพราะเหตุที่หน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ที่ ถูกฟ้อง มิใช่ผู้ต้องรับผิด ให้ขยายอายุความฟ้องร้องผู้ที่ต้องรับผิด ซึ่งมิได้ถูกเรียกเข้ามาในคดีออกไปถึงหกเดือนนับแต่วันที่คำพิพากษานั้นถึงที่สุด   (มาตรา ๗)

              ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย เพื่อการละเมิดของเจ้าหน้าที่
                -  ให้หน่วยงานของรัฐ มีสิทธิเรียกให้ เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิด ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวแก่หน่วยงานของรัฐได้ ถ้าเจ้าหน้าที่ได้กระทำการนั้นไปด้วยความจงใจ หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง
                -  สิทธิเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จะมีได้เพียงใด ให้คำนึงถึง ระดับความร้ายแรงแห่งการกระทำ และความเป็นธรรมในแต่ละกรณีเป็นเกณฑ์ โดยมิต้องให้ใช้เต็มจำนวนของความเสียหายก็ได้
                -  ถ้าการละเมิดเกิดจากความผิด หรือความบกพร่องของหน่วยงานของรัฐ หรือระบบการดำเนินงานส่วนรวม ให้หักส่วนแห่งความรับผิดดังกล่าวออกด้วย
                 -  ในกรณีที่การละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่หลายคน มิให้นำหลักเรื่องลูกหนี้ร่วมมาใช้บังคับและเจ้าหน้าที่แต่ละคนต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเฉพาะส่วนของตนเท่านั้น     (มาตรา ๘)

               ถ้าหน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย สิทธิที่จะเรียกให้อีกฝ่ายหนึ่งชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนให้มีกำหนดอายุความหนึ่งปี นับแต่วันที่ หน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้นแก่ผู้เสียหาย     (มาตรา ๙)

เจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อหน่วยงานรัฐ
               ในกรณีที่ เจ้าหน้าที่ เป็นผู้กระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐที่ผู้นั้นอยู่ในสังกัดหรือไม่
                 (๑)  ถ้าเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๘ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
                 (๒)  แต่ถ้ามิใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
              สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ทั้งสองประการตามวรรคหนึ่ง ให้มีกำหนดอายุความสองปี นับแต่ วันที่หน่วยงานของรัฐรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน และ
               กรณีที่หน่วยงานของรัฐ เห็นว่า เจ้าหน้าที่ผู้นั้นไม่ต้องรับผิด แต่กระทรวงการคลังตรวจสอบแล้วเห็นว่าต้องรับผิด ให้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนนั้น มีกำหนดอายุความหนึ่งปีนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐมีคำสั่ง ตามความเห็นของกระทรวงการคลัง     (มาตรา ๑๐)

วันพุธที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2556

คำสั่งทางปกครอง

พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙  (ที่สำคัญ)

             มาตรา ๔  พระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่
                   (๑)  รัฐสภาและคณะรัฐมนตรี
                   (๒)  องค์กรที่ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะ
                   (๓)  การพิจารณาของนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีในงานทางนโยบายโดยตรง
                   (๔)  การพิจารณาพิพากษาคดีของศาล และการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการพิจารณาคดี การบังคับคดี และการวางทรัพย์
                   (๕)  การพิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์ และการสั่งการตามกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการกฤษฎีกา
                   (๖)  การดำเนินงานเกี่ยวกับนโยบายการต่างประเทศ
                   (๗)  การดำเนินงานเกี่ยวกับราชการทหาร หรือเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ทางยุทธการร่วมกับทหารในการป้องกันรักษาความมั่นคงของราชอาณาจักรจากภัยคุกคาม ทั้งภายนอกและภายในประเทศ
                   (๘)  การดำเนินตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา
                   (๙)  การดำเนินกิจการขององค์การศาสนา

             มาตรา ๕  ในพระราชบัญญัตินี้
                  "วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง" หมายความว่า การเตรียมการและดำเนินการของเจ้าหน้าที่ เพื่อจัดให้มีคำสั่งทางปกครอง หรือกฎ และรวมถึงการดำเนินการใด ๆ ในทางปกครองตามพระราชบัญญัตินี้
                  "การพิจารณาทางปกครอง" หมายความว่า การเตรียมการและการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ เพื่อจัดให้มีคำสั่งทางปกครอง
                  "คำสั่งทางปกครอง" หมายความว่า
                  (๑)  การใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิ หรือหน้าที่ของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วคราว เช่น การสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การวินิจฉัยอุทธรณ์  การรับรอง และการรับจดทะเบียน แต่ไม่หมายความรวมถึง การออกกฎ
                  (๒)  การอื่นที่กำหนดในกฎกระทรวง
                  "กฎ"  หมายความว่า พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ประกาศกระทรวง ข้อบัญญัติท้องถิ่น ระเบียบ ข้อบังคับ หรือบทบัญญัติอื่นที่มีผลบังคับเป็นการทั่วไป โดยไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใด หรือบุคคลใดเป็นการเฉพาะ
                  “คณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาท” หมายความว่า คณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายที่มีการจัดองค์กรและวิธีพิจารณาสําหรับการวินิจฉัยชี้ขาดสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย
                  “เจ้าหน้าที่” หมายความว่า บุคคล คณะบุคคล หรือนิติบุคคล ซึ่งใช้อํานาจหรือได้รับมอบให้ใช้อํานาจทางปกครองของรัฐในการดําเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งขึ้นในระบบราชการ รัฐวิสาหกิจหรือกิจการอื่นของรัฐหรือไม่ก็ตาม
                  “คู่กรณี” หมายความว่า ผู้ยื่นคําขอหรือผู้คัดค้านคําขอ ผู้อยู่ในบังคับหรือจะอยู่ในบังคับของคําสั่งทางปกครอง และผู้ซึ่งได้เข้ามาในกระบวนการพิจารณาทางปกครองเนื่องจากสิทธิของผู้นั้นจะถูกกระทบกระเทือนจากผลของคำสั่งทางปกครอง
คำอธิบาย
              (๒)  การอื่นที่กำหนดในกฎกระทรวง ได้แก่
                        กฎกระทรวงฉบับที่ ๑๒ ( พ.ศ. ๒๕๔๓) ออกตามความใน พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙  กำหนดให้การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ดังต่อไปนี้ เป็นคำสั่งทางปกครอง
                        (๑) การสั่งรับหรือไม่รับ คำเสนอขาย รับจ้าง แลกเปลี่ยน ให้เช่า ซื้อ เช่า ให้สิทธิประโยชน์
                        (๒) การอนุมัติ สั่งซื้อ จ้าง แลกเปลี่ยน เช่า ขาย ให้เช่า หรือให้สิทธิประโยชน์
                        (๓) การสั่งยกเลิก กระบวนการพิจารณาคำเสนอ หรือการดำเนินการอื่นใด ในลักษณะเดียวกัน
                        (๔) การสั่งให้เป็นผู้ทิ้งงาน
                        (๕) การให้หรือไม่ให้ทุนการศึกษา

สัญญาทางปกครอง

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒  (มาตรา ๓)

              “สัญญาทางปกครอง” หมายความรวมถึง
                        -  สัญญาที่ คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เป็นหน่วยงานทางปกครอง หรือ เป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ  และ
                        -  มีลักษณะเป็น สัญญาสัมปทาน  สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือ แสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ
คำอธิบาย
               ๑. สัญญาสัมปทาน คือ กรณีที่รัฐอนุญาตให้เอกชนลงทุนในกิจการด้านสาธารณูปโภคอย่างหนึ่งอย่างใดด้วยค่าใช้จ่ายของตนเอง และให้เอกชนคู่สัญญามีสิทธิเรียกเก็บค่าบริการจากประชาชนที่มาใช้บริการนั้นเป็นค่าตอบแทน ได้แก่ สัญญาสัมปทานการทำไม้ หรือ สัญญาสัมปทานบริการสาธารณะ เช่น สัญญาสัมปทานการเดินรถประจำทาง เรือข้ามฟาก โดยให้เอกชนคู่สัญญาดำเนินการภายในระยะเวลา และรัฐจะได้รับค่าตอบแทนจากเอกชนที่มีรายได้จากการลงทุน
               ๒. สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ ซึ่งมีลักษณะเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองทำสัญญาให้เอกชนเข้าทำหน้าที่ของหน่วยงานโดยตรง และมีลักษณะเป็นการดำเนินกิจการบริการสาธารณะ หน่วยงานเป็นผู้จ่ายค่าตอบแทนให้แก่เอกชน เช่น สัญญาจ้างเอกชนเก็บหรือกำจัดขยะ เป็นต้น
               ๓. สัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค เพื่ออำนวยประโยชน์แก่ประชาชนในสิ่งอุปโภคที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิต “สิ่งสาธารณูปโภค” เช่น การไฟฟ้า การประปา การเดินรถประจำทาง โทรศัพท์ หรือสัญญาก่อสร้างอาคารของทางราชการ ตัวอย่างเช่น สัญญาการก่อสร้างปรับปรุงโรงพยาบาลชุมชนขนาด ๖๐ เตียง เป็น ๙๐ เตียง โดยมีอาคารผู้ป่วยและส่วนประกอบอื่น ๆ ทั้งนี้ การสาธารณสุขเป็นบริการสาธารณะอย่างหนึ่งของรัฐ อาคารของรัฐซึ่งเป็นถาวรวัตถุ เป็นองค์ประกอบและเครื่องมือสำคัญในการดำเนินการบริการสาธารณะดังกล่าวให้บรรลุผล นอกจากนี้ประชาชนทั่วไปยังสามารถเข้าใช้ประโยชน์ได้โดยตรง อาคารโรงพยาบาลของรัฐจึงเป็นสาธารณูปโภค และเนื่องจากวัตถุแห่งสัญญานี้คือ การรับจ้างก่อสร้างปรับปรุงโรงพยาบาล กรณีจึงถือได้ว่าเป็นการที่หน่วยงานการปกครองมอบให้เอกชนเข้าดำเนินการจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค จึงเป็นสัญญาทางปกครองอันมีเนื้อหาลักษณะของสัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค ตามมาตรา ๓๑๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒
              ๔. สัญญาให้แสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สัญญาที่รัฐอนุญาตให้เอกชนแสวงหาผลประโยชน์ต่าง ๆ จากทรัพยากรธรรมชาติ โดยปกติเอกชนจะต้องให้ค่าตอบแทนแก่รัฐเป็นค่าอนุญาต ซึ่งสัญญาประเภทนี้บางครั้งก็อาจใช้ชื่อว่า สัญญาสัมปทาน ได้แก่ สัญญาให้เก็บมูลค้างคาว สัญญาอนุญาตให้ขุดเจาะน้ำมัน สัมปทานให้เก็บรังนกนางแอ่น หรือสัญญาสัมปทานการทำไม้ เป็นต้น

อำนาจของศาลปกครอง

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒
               ศาลปกครอง มีอำนาจพิจารณาพิพากษา หรือมีคำสั่ง ในเรื่องดังต่อไปนี้  (มาตรา ๙)
               (๑)  คดีพิพาท เกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นใด เนื่องจาก กระทำโดยไม่มีอำนาจ หรือ นอกเหนืออำนาจหน้าที่ หรือ ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือ โดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอน หรือ วิธีการ อันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น หรือ โดยไม่สุจริต หรือ มีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม หรือ มีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็น หรือ สร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควร หรือ เป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ
               (๒)  คดีพิพาท เกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร
               (๓)  คดีพิพาท เกี่ยวกับการกระทำละเมิด หรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจาก การใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือ การละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือ ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร
               (๔)  คดีพิพาท เกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง
               (๕)  คดีที่มีกฎหมายกำหนด ให้หน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ฟ้องคดีต่อศาล เพื่อบังคับให้บุคคลต้องกระทำ หรือละเว้นกระทำอย่างหนึ่งอย่างใด
               (๖)  คดีพิพาท เกี่ยวกับเรื่องที่มีกฎหมายกำหนดให้อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครอง

               เรื่องดังต่อไปนี้ไม่อยู่ในอำนาจศาลปกครอง (มาตรา ๙ วรรคสอง)
               (๑)  การดำเนินการเกี่ยวกับวินัยทหาร
               (๒)  การดำเนินการของคณะกรรมการตุลาการ ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ
               (๓)  คดีที่อยู่ในอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัว ศาลแรงงาน ศาลภาษีอากร ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ศาลล้มละลาย หรือศาลชำนัญพิเศษอื่น
               การกระทำของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐในบางกรณีแม้ว่าจะเป็น การกระทำทางปกครอง และไม่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา ๙ วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ แต่หากมีกฎหมายกำหนดไม่ให้การกระทำดังกล่าวอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว ศาลปกครองย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษา

การยกเว้นเขตอำนาจของศาลปกครองโดยกฎหมาย  มี ๒ ประเภท ได้แก่
               ๑. ข้อยกเว้นตามกฎหมายเฉพาะ เช่น
                    -  การฟ้องว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งออกประกาศกำหนดวันและเวลาลงคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรล่วงหน้า ณ ที่เลือกตั้งกลาง ลงวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๐ โดยไม่มีอำนาจ เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการเลือกตั้งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกาตามมาตรา ๒๑๙ วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐ (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ฟ.๓๖/๒๕๕๐ ถึง ฟ.๓๘/๒๕๕๐)
               ๒. ข้อยกเว้นตามหลักกฎหมายทั่วไป เช่น
                    -  การที่จำต้องพิจารณาให้ได้ก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของใครเป็นสำคัญเป็นกรณี พิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันเป็นอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๗/๒๕๕๐ , อ.๒๒๙/๒๕๕๐ , ๔๒๒/๒๕๕๐)
                   -  สัญญากู้ยืมเงินกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา และเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วผู้กู้ยืมมีหน้าที่ต้องชดใช้เงินกู้ยืมพร้อมดอกเบี้ย จึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่ง คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง(คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๓๙๐/๒๕๕๐)
                   -  การฟ้องว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ด้วยกฎหมายตามมาตรา ๑๕๗ แห่งประมวลกฎหมายอาญา ขอให้ศาลลงโทษผู้ถูกฟ้องคดี เป็นการกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำความผิดกฎหมายอาญาอันเป็นลักษณะความผิดที่มีการกำหนดโทษ ซึ่งการฟ้องคดีเพื่อให้ศาลลงโทษผู้กระทำความผิดดังกล่าว ต้องฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม คดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๒๓๕/๒๕๕๐)