วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ขอบเขตการบังคับใช้กฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

               พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองเป็น “กฎหมายกลาง” หรือ “กฎหมายทั่วไป” สำหรับการใช้อำนาจหน้าที่ในทางปกครองขององค์กรเจ้าหน้าที่ของรัฐเกี่ยวกับการออก “คำสั่งทางปกครอง”
               การที่กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายทั่วไปย่อมหมายความว่า หากมีกฎหมายเฉพาะกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการปฏิบัติงานขององค์กรเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองในการออกคำสั่งทางปกครองไว้อย่างไร เจ้าหน้าที่ก็จะต้องปฏิบัติไปตามกฎหมายเฉพาะนั้น
               เว้นแต่ กรณีที่ไม่มีกฎหมายเฉพาะกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการปฏิบัติงานไว้ หรือมีกฎหมายเฉพาะแต่หลักเกณฑ์ดังกล่าวมีลักษณะที่ประกันความเป็นธรรมไว้ต่ำกว่าหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ หรือกฎหมายเฉพาะกำหนดมาตรฐานในการปฏิบัติราชการไว้ต่ำกว่ามาตรฐานการปฏิบัติราชการในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติปกครองฯ องค์กรเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองจะใช้กฎหมายเฉพาะฉบับนั้นไม่ได้ แต่จะต้องใช้พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
              อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นกรณีของขั้นตอนและระยะเวลาอุทธรณ์หรือโต้แย้งที่กำหนดไว้ในกฎหมายเฉพาะ เจ้าหน้าที่จะต้องใช้กฎหมายเฉพาะนั้น ๆ บังคับแก่ขั้นตอนและระยะเวลาอุทธรณ์หรือโต้แย้งเสมอ ทั้งนี้ โดยมิพักต้องคำนึงว่าขั้นตอนและระยะเวลาอุทธรณ์หรือโต้แย้งนั้น จะมีหลักประกันความเป็นธรรมหรือมีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการต่ำกว่าหลักเกณฑ์ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ หรือไม่
              ด้วยเหตุดังกล่าว หากเป็นกรณีที่กฎหมายเฉพาะกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการออกคำสั่งทางปกครองไว้ องค์กรเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองย่อมต้องเปรียบเทียบกฎเกณฑ์ในกฎหมายเฉพาะที่ตนรับผิดชอบบังคับการ กับ กฎเกณฑ์ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองว่า กฎหมายเฉพาะกำหนดหลักเกณฑ์ที่ประกันความเป็นธรรม หรือมีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการไม่ต่ำกว่าหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติทางปกครอง หรือไม่
              ถ้าใช่ องค์กรเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองย่อมจะต้องใช้กฎเกณฑ์ที่ปรากฏในกฎหมายเฉพาะนั้นบังคับแก่กรณี
              ถ้าไม่ใช่ องค์กรเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองจะนำกฎเกณฑ์ในกฎหมายเฉพาะที่ตนบังคับการอยู่ไปบังคับแก่กรณีไม่ได้ แต่จะต้องใช้กฎเกณฑ์ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองแทน

(ที่มา : กฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง โดย รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)

วันอังคารที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เจ้าหน้าที่ขับรถของทางราชการไปเกิดเหตุ

กรณีศึกษา : เจ้าหน้าที่ขับรถชนผู้อื่น

                   กรณี เจ้าหน้าที่ในขณะปฏิบัติหน้าที่ ได้ขับรถชนผู้อื่นโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ศาลปกครอง มีอำนาจพิจารณาตัดสินคดีความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 เพราะกฎหมายได้แบ่งแยกอำนาจศาลไว้อย่างชัดเจน กล่าวคือ
                   มาตรา 5  หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้
                   มาตรา 6  ถ้าการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่มิใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดในการนั้นเป็นการเฉพาะตัว ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง แต่จะฟ้องหน่วยงานของรัฐไม่ได้
                   มาตรา 14  เมื่อได้มีการจัดตั้งศาลปกครองขึ้นแล้ว สิทธิร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยให้ถือว่าเป็นสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง
          
                    กรณีศึกษา : เจ้าหน้าที่ขับรถชนผู้อื่นโดยประมาทจนถึงแก่ความตาย
                    ถ้าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ : โดยเจ้าหน้าที่ขับรถไปปฏิบัติหน้าที่ราชการ เช่น ไปตรวจสอบพื้นที่ ไปประชุม หรือไปปฏิบัติงานราชการอื่น การขับรถชนผู้อื่นเกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติหน้าที่นั้น ในกรณีนี้ ศาลปกครองมีอำนาจตัดสินคดี เพราะเป็นการละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ ผู้เสียหายจะต้องฟ้องหน่วยงานของรัฐ  เช่น กระทรวง สำนักงาน หรือหน่วยงานที่เจ้าหน้าที่สังกัด ต่อศาลปกครอง
                   ถ้ามิใช่การปฏิบัติหน้าที่ : เจ้าหน้าที่ขับรถเพื่อการส่วนตัว การขับรถชนผู้อื่นเป็นการละเมิดส่วนตัวของเจ้าหน้าที่ ในกรณีนี้ ศาลยุติธรรมมีอำนาจตัดสินคดี ผู้เสียหายต้องฟ้องเจ้าหน้าที่ ต่อศาลยุติธรรม
                  ในเรื่องนี้ ศาลอาญาและศาลจังหวัด จึงมีอำนาจพิจารณาคดีความผิดทางอาญา เช่น ความผิดฐานขับรถโดยประมาท ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 และ ความผิดฐานกระทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288-289 แต่ไม่มีอำนาจพิจารณาคดีความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ตาม พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิด พ.ศ. 2539 เพราะกฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจของศาลปกครอง

                   แหล่งข้อมูล
                  1. พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 (อ้างอิง
                  2. คู่มือการดำเนินการเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร (อ้างอิง)
                  3. เอกสารวิชาการศาลปกครอง เรื่อง “คดีปกครองเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่” (อ้างอิง

คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่  อ.๔๔๓/๒๕๕๔
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙  ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ (มาตรา ๘)
                ผู้ฟ้องคดีขับรถยนต์ของทางราชการไปราชการและประสบอุบัติเหตุ ขณะเกิดเหตุผู้ฟ้องคดีไม่ได้ดื่มของมึนเมาหรือขับรถด้วยความเร็วสูง และได้ใช้ความระมัดระวังเท่าที่พนักงานขับรถทั่วไปพึงปฏิบัติ แต่สภาพถนนช่วงก่อนถึงที่เกิดเหตสูงต่ำสลับกัน ทําให้มองไม่เห็นลักษณะของทางโค้ง บริเวณโค้งมีลักษณะเป็นเนินลาดออกนอกโค้ง มิได้ลาดเอียงเข้าหาโค้งอย่างปกติ ทางโค้งดังกล่าวไม่มีป้ายเตือนว่าเป็นโค้งอันตราย ประกอบกับผู้ฟ้องคดีไม่เคยใช้เส้นทางนี้มาก่อน ผิวถนนรวมถึงไหล่ทางบางช่วงชํารุดมีการซ่อมแซมไว้ไม่ดี เมื่อห้ามล้อกะทันหัน รถจึงหมุนเสียการควบคุม
                อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจึงเกิดอันเนื่องมาจากถนนที่ไม่ปลอดภัยเป็นสำคัญ ยังไม่อาจถือได้ว่าอุบัติเหตุดังกล่าวเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ถูกฟ้องคดี เมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่า การกระทําของผู้ฟ้องคดีมิได้เป็นการกระทำด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ดังนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีจึงไม่มีอํานาจเรียกให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ฟ้องคดีตามมาตรา ๘ ประกอบมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.๒๕๓๙

วันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2557

พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาไม่ครบ

คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่  อ. ๓๗๗/๒๕๕๕
พ.ร.บ. ข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ (มาตรา ๘๒ วรรคสาม , ๘๕ วรรคสอง , ๙๘ วรรคสอง)
               บันทึกการจับกุมผู้ต้องหา ผู้จับกุมระบุว่ามีการสืบได้ว่าผู้ต้องหาเสพและจำหน่ายยาบ้าเป็นประจํา จึงทําการวางแผนจับกุมโดยวิธีให้สายลับติดต่อซื้อขาย เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดักซุ่มบริเวณบ้าน และได้แสดงตัวเพื่อตรวจค้น ผลการตรวจค้นตัวผู้ต้องหาพบยาบ้าจำนวน ๔๑ เม็ด ห่อหุ้มด้วยพลาสติกใสในมือซ้ายของผู้ต้องหาโดยที่พยานผู้ร่วมจับกุมในครั้งนี้รวม ๘ คน และแจ้งข้อหาว่ามียาเสพติดให้โทษประเภท ๑ (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และในบันทึกคําให้การของผู้จับกุมซึ่งให้การในฐานะผู้กล่าวหาก็ระบุข้อความว่าผู้จับกุมได้แจ้งข้อหาให้ผู้ต้องหาทราบและผู้ต้องหารับสารภาพ
               แต่ในการสอบสวนผู้ต้องหา ผู้ฟ้องคดีในฐานะพนักงานสอบสวนกลับแจ้งข้อกล่าวหาว่ามียาเสพติดให้โทษประเภท ๑ (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น โดยมิได้สอบข้อเท็จจริงหรือแสวงหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับการวางแผนการติดต่อซื้อขายเพิ่มเติมจากผู้กล่าวหาและพยานผู้ร่วมจับกุม จึงเป็นการแจ้งข้อหากับผู้ต้องหาที่ไม่ตรงตามที่ผู้กล่าวหาได้กล่าวหาไว้
              การที่ผู้ฟ้องคดีเสนอความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาต่อพนักงานอัยการในความผิดดังกล่าวไม่สอดคล้องกับหลักฐานการจับกุม กรณีจึงถือได้ว่าผู้ฟ้องคดีกระทําเพื่อช่วยเหลือให้ผู้ต้องหาได้รับโทษน้อยลง พฤติการณ์การกระทําของผู้ฟ้องคดีเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ปฏิบัติราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย จนเกิดความเสียหายต่อราชการอย่างร้ายแรง เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ตามมาตรา ๘๒ วรรคสาม มาตรา ๘๕ วรรคสอง และมาตรา ๙๘ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.๒๕๓๕ ซึ่งผู้บังคับบัญชาสามารถมีคําสั่งลงโทษปลดออกหรือไล่ออกตามความร้ายแรงแห่งกรณีตามมาตรา ๑๐๔ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคําสั่งลงโทษผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ และการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคําวินิจฉัยที่ให้ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี จึงชอบด้วยกฎหมาย

วันเสาร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2556

พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙

พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ (โดยย่อ)

             “เจ้าหน้าที่” หมายความว่า ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานประเภทอื่น ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งในฐานะเป็นกรรมการ หรือฐานะอื่นใด
              “หน่วยงานของรัฐ” หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา และให้หมายความรวมถึง หน่วยงานอื่นของรัฐ ที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้เป็นหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัตินี้ด้วย   (มาตรา ๔)
               (ตัวอย่าง - กรุงเทพมหานครเป็นราชการส่วนท้องถิ่น ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นผู้ปฏิบัติงานในกรุงเทพมหานคร ดังนั้น กรุงเทพมหานครและผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จึงเป็นหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่)

               หน่วยงานของรัฐ ต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิด ที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ในกรณีนี้ ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้
              ถ้าการละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่ ซึ่งไม่ได้สังกัดหน่วยงานของรัฐแห่งใด ให้ถือว่า กระทรวงการคลัง เป็นหน่วยงานของรัฐ ที่ต้องรับผิดตามวรรคหนึ่ง     (มาตรา ๕)
              (พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๙ (๓) บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่ง ในคดีพิพาท เกี่ยวกับการกระทำละเมิด หรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจาก การใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือ การละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร)

              ถ้าการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ มิใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดในการนั้นเป็นการเฉพาะตัว ในกรณีนี้ ผู้เสียหายอาจฟ้องเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง แต่จะฟ้องหน่วยงานของรัฐไม่ได้     (มาตรา ๖)

              ในคดีที่ผู้เสียหายฟ้องหน่วยงานของรัฐ ถ้าหน่วยงานของรัฐเห็นว่า เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดหรือต้องร่วมรับผิด หรือ
              ในคดีที่ผู้เสียหายฟ้องเจ้าหน้าที่ ถ้าเจ้าหน้าที่เห็นว่า เป็นเรื่องที่หน่วยงานของรัฐ ต้องรับผิดหรือต้องร่วมรับผิด
               หน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ดังกล่าว มีสิทธิขอให้ศาลที่พิจารณาคดีนั้นอยู่ เรียกเจ้าหน้าที่ หรือหน่วยงานของรัฐแล้วแต่กรณี เข้ามาเป็นคู่ความในคดี
              ถ้าศาลพิพากษายกฟ้อง เพราะเหตุที่หน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ที่ ถูกฟ้อง มิใช่ผู้ต้องรับผิด ให้ขยายอายุความฟ้องร้องผู้ที่ต้องรับผิด ซึ่งมิได้ถูกเรียกเข้ามาในคดีออกไปถึงหกเดือนนับแต่วันที่คำพิพากษานั้นถึงที่สุด   (มาตรา ๗)

              ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย เพื่อการละเมิดของเจ้าหน้าที่
                -  ให้หน่วยงานของรัฐ มีสิทธิเรียกให้ เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิด ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวแก่หน่วยงานของรัฐได้ ถ้าเจ้าหน้าที่ได้กระทำการนั้นไปด้วยความจงใจ หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง
                -  สิทธิเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จะมีได้เพียงใด ให้คำนึงถึง ระดับความร้ายแรงแห่งการกระทำ และความเป็นธรรมในแต่ละกรณีเป็นเกณฑ์ โดยมิต้องให้ใช้เต็มจำนวนของความเสียหายก็ได้
                -  ถ้าการละเมิดเกิดจากความผิด หรือความบกพร่องของหน่วยงานของรัฐ หรือระบบการดำเนินงานส่วนรวม ให้หักส่วนแห่งความรับผิดดังกล่าวออกด้วย
                 -  ในกรณีที่การละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่หลายคน มิให้นำหลักเรื่องลูกหนี้ร่วมมาใช้บังคับและเจ้าหน้าที่แต่ละคนต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเฉพาะส่วนของตนเท่านั้น     (มาตรา ๘)

               ถ้าหน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย สิทธิที่จะเรียกให้อีกฝ่ายหนึ่งชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนให้มีกำหนดอายุความหนึ่งปี นับแต่วันที่ หน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้นแก่ผู้เสียหาย     (มาตรา ๙)

เจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อหน่วยงานรัฐ
               ในกรณีที่ เจ้าหน้าที่ เป็นผู้กระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐที่ผู้นั้นอยู่ในสังกัดหรือไม่
                 (๑)  ถ้าเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๘ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
                 (๒)  แต่ถ้ามิใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
              สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ทั้งสองประการตามวรรคหนึ่ง ให้มีกำหนดอายุความสองปี นับแต่ วันที่หน่วยงานของรัฐรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน และ
               กรณีที่หน่วยงานของรัฐ เห็นว่า เจ้าหน้าที่ผู้นั้นไม่ต้องรับผิด แต่กระทรวงการคลังตรวจสอบแล้วเห็นว่าต้องรับผิด ให้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนนั้น มีกำหนดอายุความหนึ่งปีนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐมีคำสั่ง ตามความเห็นของกระทรวงการคลัง     (มาตรา ๑๐)

วันพุธที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2556

คำสั่งทางปกครอง

พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙  (ที่สำคัญ)

             มาตรา ๔  พระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่
                   (๑)  รัฐสภาและคณะรัฐมนตรี
                   (๒)  องค์กรที่ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะ
                   (๓)  การพิจารณาของนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีในงานทางนโยบายโดยตรง
                   (๔)  การพิจารณาพิพากษาคดีของศาล และการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการพิจารณาคดี การบังคับคดี และการวางทรัพย์
                   (๕)  การพิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์ และการสั่งการตามกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการกฤษฎีกา
                   (๖)  การดำเนินงานเกี่ยวกับนโยบายการต่างประเทศ
                   (๗)  การดำเนินงานเกี่ยวกับราชการทหาร หรือเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ทางยุทธการร่วมกับทหารในการป้องกันรักษาความมั่นคงของราชอาณาจักรจากภัยคุกคาม ทั้งภายนอกและภายในประเทศ
                   (๘)  การดำเนินตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา
                   (๙)  การดำเนินกิจการขององค์การศาสนา

             มาตรา ๕  ในพระราชบัญญัตินี้
                  "วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง" หมายความว่า การเตรียมการและดำเนินการของเจ้าหน้าที่ เพื่อจัดให้มีคำสั่งทางปกครอง หรือกฎ และรวมถึงการดำเนินการใด ๆ ในทางปกครองตามพระราชบัญญัตินี้
                  "การพิจารณาทางปกครอง" หมายความว่า การเตรียมการและการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ เพื่อจัดให้มีคำสั่งทางปกครอง
                  "คำสั่งทางปกครอง" หมายความว่า
                  (๑)  การใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิ หรือหน้าที่ของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วคราว เช่น การสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การวินิจฉัยอุทธรณ์  การรับรอง และการรับจดทะเบียน แต่ไม่หมายความรวมถึง การออกกฎ
                  (๒)  การอื่นที่กำหนดในกฎกระทรวง
                  "กฎ"  หมายความว่า พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ประกาศกระทรวง ข้อบัญญัติท้องถิ่น ระเบียบ ข้อบังคับ หรือบทบัญญัติอื่นที่มีผลบังคับเป็นการทั่วไป โดยไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใด หรือบุคคลใดเป็นการเฉพาะ
                  “คณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาท” หมายความว่า คณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายที่มีการจัดองค์กรและวิธีพิจารณาสําหรับการวินิจฉัยชี้ขาดสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย
                  “เจ้าหน้าที่” หมายความว่า บุคคล คณะบุคคล หรือนิติบุคคล ซึ่งใช้อํานาจหรือได้รับมอบให้ใช้อํานาจทางปกครองของรัฐในการดําเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งขึ้นในระบบราชการ รัฐวิสาหกิจหรือกิจการอื่นของรัฐหรือไม่ก็ตาม
                  “คู่กรณี” หมายความว่า ผู้ยื่นคําขอหรือผู้คัดค้านคําขอ ผู้อยู่ในบังคับหรือจะอยู่ในบังคับของคําสั่งทางปกครอง และผู้ซึ่งได้เข้ามาในกระบวนการพิจารณาทางปกครองเนื่องจากสิทธิของผู้นั้นจะถูกกระทบกระเทือนจากผลของคำสั่งทางปกครอง
คำอธิบาย
              (๒)  การอื่นที่กำหนดในกฎกระทรวง ได้แก่
                        กฎกระทรวงฉบับที่ ๑๒ ( พ.ศ. ๒๕๔๓) ออกตามความใน พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙  กำหนดให้การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ดังต่อไปนี้ เป็นคำสั่งทางปกครอง
                        (๑) การสั่งรับหรือไม่รับ คำเสนอขาย รับจ้าง แลกเปลี่ยน ให้เช่า ซื้อ เช่า ให้สิทธิประโยชน์
                        (๒) การอนุมัติ สั่งซื้อ จ้าง แลกเปลี่ยน เช่า ขาย ให้เช่า หรือให้สิทธิประโยชน์
                        (๓) การสั่งยกเลิก กระบวนการพิจารณาคำเสนอ หรือการดำเนินการอื่นใด ในลักษณะเดียวกัน
                        (๔) การสั่งให้เป็นผู้ทิ้งงาน
                        (๕) การให้หรือไม่ให้ทุนการศึกษา