- พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙
- กฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ.๒๕๔๓) ออกตามความใน พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙
- พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีทางปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒
- พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ ๙) พ.ศ. ๒๕๖๐
- พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.๒๕๓๙
- พระราชกฤษฎีกากำหนดหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.๒๕๓๙ (ฉบับที่ ๘) พ.ศ.๒๕๔๖
- ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.๒๕๓๙
- พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของทางราชการ พ.ศ.๒๕๔๐
- อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก
✩ความรู้เกี่ยวกับคำสั่งศาลปกครองสูงสุด วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ✩ความถูกต้องเป็นไปตามวันที่เขียนบทความและอัพเดท✩
วันจันทร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2560
วันอาทิตย์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2560
จัดเรียงบทความ
- ขอบเขตการบังคับใช้กฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
- อำนาจของศาลปกครอง
- คำสั่งทางปกครอง
- สัญญาทางปกครอง
- ขับรถยนต์ของทางราชการไปเกิดอุบัติเหตุ
- คดีเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล
- ทำการสอบสวนล่าช้า ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครอง
- อำนาจของศาลปกครอง
- คำสั่งทางปกครอง
- สัญญาทางปกครอง
ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่
- พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.๒๕๓๙ (โดยย่อ)- ขับรถยนต์ของทางราชการไปเกิดอุบัติเหตุ
- คดีเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล
การสอบสวนของพนักงานสอบสวน
- พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาไม่ครบ- ทำการสอบสวนล่าช้า ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครอง
วันพุธที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2558
ทำการสอบสวนล่าช้า ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครอง
คําสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๗๓๒/๒๕๕๗
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลปกครอง มีอํานาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคําสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้
(๑) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทําการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ว่า จะเป็นการออกกฎ คําสั่งหรือการกระทําอื่นใดเนื่องจากกระทําโดยไม่มีอํานาจหรือนอกเหนืออํานาจหน้าที่หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสําคัญที่กําหนดไว้สําหรับการกระทํานั้น หรือโดยไม่สุจริต หรือมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม หรือมีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอน โดยไม่จําเป็นหรือสร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควร หรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ
(๒) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกําหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร
(๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทําละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อํานาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คําสั่งทางปกครอง หรือคําสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกําหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร
(๔) คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง
(๕) คดีที่มีกฎหมายกําหนดให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐฟ้องคดีต่อศาลเพื่อบังคับให้บุคคลต้องกระทําหรือละเว้นกระทําอย่างหนึ่งอย่างใด
(๖) คดีพิพาทเกี่ยวกับเรื่องที่มีกฎหมายกําหนดให้อยู่ในเขตอํานาจศาลปกครอง
จากบทบัญญัติดังกล่าว จะเห็นได้ว่า คดีพิพาทที่ศาลปกครองจะรับไว้พิจารณาได้หรือไม่นั้น ต้องเป็นคดีปกครองที่อยู่ในอํานาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒
การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบสํานวนคดีจราจรที่ผู้ฟ้องคดีได้แจ้งความร้องทุกข์ ให้ดําเนินคดีอาญาแก่นางสาว ร. ซึ่งเป็นผู้ขับขี่รถยนต์กระบะ เฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ ที่ผู้ฟ้องคดีขับขี่อยู่ จนเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ มิได้ดําเนินการสอบสวนให้แล้วเสร็จภายใน ๒ เดือน นับแต่วันที่ได้รับเรื่องร้องทุกข์ ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ออกคําสั่งสํานักงานตํารวจแห่งชาติที่ ๔๑๙/๒๕๕๖ ลงวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๖ กำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในสํานวนต้องทําการการสอบสวนให้เสร็จสิ้นภายใน ๒ เดือน นับแต่วันที่รับคําร้องทุกข์หรือคํากล่าวโทษ
ซึ่งแม้ว่าจะเป็นการกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกําหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร แต่อย่างไรก็ตาม อํานาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ในฐานะพนักงานสอบสวน ที่ต้องทําการสอบสวนและดําเนินคดีอาญากับบุคคลตามคําร้องทุกข์ของผู้ฟ้องคดีนั้น เป็นขั้นตอนการใช้อํานาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการกระทําหรืองดเว้นการกระทําในการดําเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญา
เหตุแห่งการฟ้องคดีในคดีนี้จึงเป็นเหตุสืบเนื่องมาจากการละเลยต่อหน้าที่ ไม่ดําเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ตามที่กฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญากําหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร กรณีจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒
คดีจึงไม่อยู่ในอํานาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ทั้งนี้เทียบเคียงนัยคําสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๑๑๘/๒๕๕๕ และคําสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๓๔๗/๒๕๕๖ ที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคําสั่งไม่รับคําฟ้องไว้พิจารณาและให้จําหน่ายคดีออกจากสารบบความ ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลปกครอง มีอํานาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคําสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้
(๑) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทําการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ว่า จะเป็นการออกกฎ คําสั่งหรือการกระทําอื่นใดเนื่องจากกระทําโดยไม่มีอํานาจหรือนอกเหนืออํานาจหน้าที่หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสําคัญที่กําหนดไว้สําหรับการกระทํานั้น หรือโดยไม่สุจริต หรือมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม หรือมีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอน โดยไม่จําเป็นหรือสร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควร หรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ
(๒) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกําหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร
(๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทําละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อํานาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คําสั่งทางปกครอง หรือคําสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกําหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร
(๔) คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง
(๕) คดีที่มีกฎหมายกําหนดให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐฟ้องคดีต่อศาลเพื่อบังคับให้บุคคลต้องกระทําหรือละเว้นกระทําอย่างหนึ่งอย่างใด
(๖) คดีพิพาทเกี่ยวกับเรื่องที่มีกฎหมายกําหนดให้อยู่ในเขตอํานาจศาลปกครอง
จากบทบัญญัติดังกล่าว จะเห็นได้ว่า คดีพิพาทที่ศาลปกครองจะรับไว้พิจารณาได้หรือไม่นั้น ต้องเป็นคดีปกครองที่อยู่ในอํานาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒
การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบสํานวนคดีจราจรที่ผู้ฟ้องคดีได้แจ้งความร้องทุกข์ ให้ดําเนินคดีอาญาแก่นางสาว ร. ซึ่งเป็นผู้ขับขี่รถยนต์กระบะ เฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ ที่ผู้ฟ้องคดีขับขี่อยู่ จนเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ มิได้ดําเนินการสอบสวนให้แล้วเสร็จภายใน ๒ เดือน นับแต่วันที่ได้รับเรื่องร้องทุกข์ ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ออกคําสั่งสํานักงานตํารวจแห่งชาติที่ ๔๑๙/๒๕๕๖ ลงวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๖ กำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในสํานวนต้องทําการการสอบสวนให้เสร็จสิ้นภายใน ๒ เดือน นับแต่วันที่รับคําร้องทุกข์หรือคํากล่าวโทษ
ซึ่งแม้ว่าจะเป็นการกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกําหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร แต่อย่างไรก็ตาม อํานาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ในฐานะพนักงานสอบสวน ที่ต้องทําการสอบสวนและดําเนินคดีอาญากับบุคคลตามคําร้องทุกข์ของผู้ฟ้องคดีนั้น เป็นขั้นตอนการใช้อํานาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการกระทําหรืองดเว้นการกระทําในการดําเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญา
เหตุแห่งการฟ้องคดีในคดีนี้จึงเป็นเหตุสืบเนื่องมาจากการละเลยต่อหน้าที่ ไม่ดําเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ตามที่กฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญากําหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร กรณีจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒
คดีจึงไม่อยู่ในอํานาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ทั้งนี้เทียบเคียงนัยคําสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๑๑๘/๒๕๕๕ และคําสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๓๔๗/๒๕๕๖ ที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคําสั่งไม่รับคําฟ้องไว้พิจารณาและให้จําหน่ายคดีออกจากสารบบความ ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย
วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2557
ขอบเขตการบังคับใช้กฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองเป็น “กฎหมายกลาง” หรือ “กฎหมายทั่วไป” สำหรับการใช้อำนาจหน้าที่ในทางปกครองขององค์กรเจ้าหน้าที่ของรัฐเกี่ยวกับการออก “คำสั่งทางปกครอง”
การที่กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายทั่วไปย่อมหมายความว่า หากมีกฎหมายเฉพาะกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการปฏิบัติงานขององค์กรเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองในการออกคำสั่งทางปกครองไว้อย่างไร เจ้าหน้าที่ก็จะต้องปฏิบัติไปตามกฎหมายเฉพาะนั้น
เว้นแต่ กรณีที่ไม่มีกฎหมายเฉพาะกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการปฏิบัติงานไว้ หรือมีกฎหมายเฉพาะแต่หลักเกณฑ์ดังกล่าวมีลักษณะที่ประกันความเป็นธรรมไว้ต่ำกว่าหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ หรือกฎหมายเฉพาะกำหนดมาตรฐานในการปฏิบัติราชการไว้ต่ำกว่ามาตรฐานการปฏิบัติราชการในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติปกครองฯ องค์กรเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองจะใช้กฎหมายเฉพาะฉบับนั้นไม่ได้ แต่จะต้องใช้พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นกรณีของขั้นตอนและระยะเวลาอุทธรณ์หรือโต้แย้งที่กำหนดไว้ในกฎหมายเฉพาะ เจ้าหน้าที่จะต้องใช้กฎหมายเฉพาะนั้น ๆ บังคับแก่ขั้นตอนและระยะเวลาอุทธรณ์หรือโต้แย้งเสมอ ทั้งนี้ โดยมิพักต้องคำนึงว่าขั้นตอนและระยะเวลาอุทธรณ์หรือโต้แย้งนั้น จะมีหลักประกันความเป็นธรรมหรือมีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการต่ำกว่าหลักเกณฑ์ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ หรือไม่
ด้วยเหตุดังกล่าว หากเป็นกรณีที่กฎหมายเฉพาะกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการออกคำสั่งทางปกครองไว้ องค์กรเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองย่อมต้องเปรียบเทียบกฎเกณฑ์ในกฎหมายเฉพาะที่ตนรับผิดชอบบังคับการ กับ กฎเกณฑ์ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองว่า กฎหมายเฉพาะกำหนดหลักเกณฑ์ที่ประกันความเป็นธรรม หรือมีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการไม่ต่ำกว่าหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติทางปกครอง หรือไม่
ถ้าใช่ องค์กรเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองย่อมจะต้องใช้กฎเกณฑ์ที่ปรากฏในกฎหมายเฉพาะนั้นบังคับแก่กรณี
ถ้าไม่ใช่ องค์กรเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองจะนำกฎเกณฑ์ในกฎหมายเฉพาะที่ตนบังคับการอยู่ไปบังคับแก่กรณีไม่ได้ แต่จะต้องใช้กฎเกณฑ์ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองแทน
(ที่มา : กฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง โดย รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)
การที่กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายทั่วไปย่อมหมายความว่า หากมีกฎหมายเฉพาะกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการปฏิบัติงานขององค์กรเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองในการออกคำสั่งทางปกครองไว้อย่างไร เจ้าหน้าที่ก็จะต้องปฏิบัติไปตามกฎหมายเฉพาะนั้น
เว้นแต่ กรณีที่ไม่มีกฎหมายเฉพาะกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการปฏิบัติงานไว้ หรือมีกฎหมายเฉพาะแต่หลักเกณฑ์ดังกล่าวมีลักษณะที่ประกันความเป็นธรรมไว้ต่ำกว่าหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ หรือกฎหมายเฉพาะกำหนดมาตรฐานในการปฏิบัติราชการไว้ต่ำกว่ามาตรฐานการปฏิบัติราชการในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติปกครองฯ องค์กรเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองจะใช้กฎหมายเฉพาะฉบับนั้นไม่ได้ แต่จะต้องใช้พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นกรณีของขั้นตอนและระยะเวลาอุทธรณ์หรือโต้แย้งที่กำหนดไว้ในกฎหมายเฉพาะ เจ้าหน้าที่จะต้องใช้กฎหมายเฉพาะนั้น ๆ บังคับแก่ขั้นตอนและระยะเวลาอุทธรณ์หรือโต้แย้งเสมอ ทั้งนี้ โดยมิพักต้องคำนึงว่าขั้นตอนและระยะเวลาอุทธรณ์หรือโต้แย้งนั้น จะมีหลักประกันความเป็นธรรมหรือมีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการต่ำกว่าหลักเกณฑ์ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ หรือไม่
ด้วยเหตุดังกล่าว หากเป็นกรณีที่กฎหมายเฉพาะกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการออกคำสั่งทางปกครองไว้ องค์กรเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองย่อมต้องเปรียบเทียบกฎเกณฑ์ในกฎหมายเฉพาะที่ตนรับผิดชอบบังคับการ กับ กฎเกณฑ์ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองว่า กฎหมายเฉพาะกำหนดหลักเกณฑ์ที่ประกันความเป็นธรรม หรือมีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการไม่ต่ำกว่าหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติทางปกครอง หรือไม่
ถ้าใช่ องค์กรเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองย่อมจะต้องใช้กฎเกณฑ์ที่ปรากฏในกฎหมายเฉพาะนั้นบังคับแก่กรณี
ถ้าไม่ใช่ องค์กรเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองจะนำกฎเกณฑ์ในกฎหมายเฉพาะที่ตนบังคับการอยู่ไปบังคับแก่กรณีไม่ได้ แต่จะต้องใช้กฎเกณฑ์ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองแทน
(ที่มา : กฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง โดย รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)
วันอังคารที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
เจ้าหน้าที่ขับรถของทางราชการไปเกิดเหตุ
กรณีศึกษา : เจ้าหน้าที่ขับรถชนผู้อื่น
กรณี เจ้าหน้าที่ในขณะปฏิบัติหน้าที่ ได้ขับรถชนผู้อื่นโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ศาลปกครอง มีอำนาจพิจารณาตัดสินคดีความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 เพราะกฎหมายได้แบ่งแยกอำนาจศาลไว้อย่างชัดเจน กล่าวคือ
มาตรา 5 หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้
มาตรา 6 ถ้าการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่มิใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดในการนั้นเป็นการเฉพาะตัว ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง แต่จะฟ้องหน่วยงานของรัฐไม่ได้
มาตรา 14 เมื่อได้มีการจัดตั้งศาลปกครองขึ้นแล้ว สิทธิร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยให้ถือว่าเป็นสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง
มาตรา 5 หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้
มาตรา 6 ถ้าการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่มิใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดในการนั้นเป็นการเฉพาะตัว ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง แต่จะฟ้องหน่วยงานของรัฐไม่ได้
มาตรา 14 เมื่อได้มีการจัดตั้งศาลปกครองขึ้นแล้ว สิทธิร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยให้ถือว่าเป็นสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง
กรณีศึกษา : เจ้าหน้าที่ขับรถชนผู้อื่นโดยประมาทจนถึงแก่ความตาย
ถ้าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ : โดยเจ้าหน้าที่ขับรถไปปฏิบัติหน้าที่ราชการ เช่น ไปตรวจสอบพื้นที่ ไปประชุม หรือไปปฏิบัติงานราชการอื่น การขับรถชนผู้อื่นเกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติหน้าที่นั้น ในกรณีนี้ ศาลปกครองมีอำนาจตัดสินคดี เพราะเป็นการละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ ผู้เสียหายจะต้องฟ้องหน่วยงานของรัฐ เช่น กระทรวง สำนักงาน หรือหน่วยงานที่เจ้าหน้าที่สังกัด ต่อศาลปกครอง
ถ้าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ : โดยเจ้าหน้าที่ขับรถไปปฏิบัติหน้าที่ราชการ เช่น ไปตรวจสอบพื้นที่ ไปประชุม หรือไปปฏิบัติงานราชการอื่น การขับรถชนผู้อื่นเกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติหน้าที่นั้น ในกรณีนี้ ศาลปกครองมีอำนาจตัดสินคดี เพราะเป็นการละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ ผู้เสียหายจะต้องฟ้องหน่วยงานของรัฐ เช่น กระทรวง สำนักงาน หรือหน่วยงานที่เจ้าหน้าที่สังกัด ต่อศาลปกครอง
ถ้ามิใช่การปฏิบัติหน้าที่ : เจ้าหน้าที่ขับรถเพื่อการส่วนตัว การขับรถชนผู้อื่นเป็นการละเมิดส่วนตัวของเจ้าหน้าที่ ในกรณีนี้ ศาลยุติธรรมมีอำนาจตัดสินคดี ผู้เสียหายต้องฟ้องเจ้าหน้าที่ ต่อศาลยุติธรรม
ในเรื่องนี้ ศาลอาญาและศาลจังหวัด จึงมีอำนาจพิจารณาคดีความผิดทางอาญา เช่น ความผิดฐานขับรถโดยประมาท ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 และ ความผิดฐานกระทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288-289 แต่ไม่มีอำนาจพิจารณาคดีความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ตาม พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิด พ.ศ. 2539 เพราะกฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจของศาลปกครอง
ในเรื่องนี้ ศาลอาญาและศาลจังหวัด จึงมีอำนาจพิจารณาคดีความผิดทางอาญา เช่น ความผิดฐานขับรถโดยประมาท ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 และ ความผิดฐานกระทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288-289 แต่ไม่มีอำนาจพิจารณาคดีความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ตาม พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิด พ.ศ. 2539 เพราะกฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจของศาลปกครอง
2. คู่มือการดำเนินการเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร (อ้างอิง)
3. เอกสารวิชาการศาลปกครอง เรื่อง “คดีปกครองเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่” (อ้างอิง)
3. เอกสารวิชาการศาลปกครอง เรื่อง “คดีปกครองเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่” (อ้างอิง)
คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๔๔๓/๒๕๕๔
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ (มาตรา ๘)
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ (มาตรา ๘)
ผู้ฟ้องคดีขับรถยนต์ของทางราชการไปราชการและประสบอุบัติเหตุ ขณะเกิดเหตุผู้ฟ้องคดีไม่ได้ดื่มของมึนเมาหรือขับรถด้วยความเร็วสูง และได้ใช้ความระมัดระวังเท่าที่พนักงานขับรถทั่วไปพึงปฏิบัติ แต่สภาพถนนช่วงก่อนถึงที่เกิดเหตสูงต่ำสลับกัน ทําให้มองไม่เห็นลักษณะของทางโค้ง บริเวณโค้งมีลักษณะเป็นเนินลาดออกนอกโค้ง มิได้ลาดเอียงเข้าหาโค้งอย่างปกติ ทางโค้งดังกล่าวไม่มีป้ายเตือนว่าเป็นโค้งอันตราย ประกอบกับผู้ฟ้องคดีไม่เคยใช้เส้นทางนี้มาก่อน ผิวถนนรวมถึงไหล่ทางบางช่วงชํารุดมีการซ่อมแซมไว้ไม่ดี เมื่อห้ามล้อกะทันหัน รถจึงหมุนเสียการควบคุม
อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจึงเกิดอันเนื่องมาจากถนนที่ไม่ปลอดภัยเป็นสำคัญ ยังไม่อาจถือได้ว่าอุบัติเหตุดังกล่าวเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ถูกฟ้องคดี เมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่า การกระทําของผู้ฟ้องคดีมิได้เป็นการกระทำด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ดังนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีจึงไม่มีอํานาจเรียกให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ฟ้องคดีตามมาตรา ๘ ประกอบมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.๒๕๓๙
อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจึงเกิดอันเนื่องมาจากถนนที่ไม่ปลอดภัยเป็นสำคัญ ยังไม่อาจถือได้ว่าอุบัติเหตุดังกล่าวเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ถูกฟ้องคดี เมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่า การกระทําของผู้ฟ้องคดีมิได้เป็นการกระทำด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ดังนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีจึงไม่มีอํานาจเรียกให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ฟ้องคดีตามมาตรา ๘ ประกอบมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.๒๕๓๙
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)